Skip to content
FOTOFILE

รีวิว Canon Lens RF 600mm F11 / 800mm F11 Super tele ที่เล็กและเบาที่สุด


สารบัญ

  1. Canon Lens RF 600mm F11 / 800mm F11 Super tele ที่เล็กและเบาที่สุด
  2. ทำไมขนาดเลนส์ถึงสั้นลง
  3. ราคา Canon Lens RF 600mm F11 / RF 800mm F11
  4. ดีไซน์แบบใหม่พกพาสะดวก
  5. หมดห่วงทุกข้อกังวล

1.Canon Lens RF 600mm F11 / 800mm F11 Super tele ที่เล็กและเบาที่สุด

[scroll_to link=”section1″ title=”Canon Lens RF 600mm F11 / 800mm F11 Super tele ที่เล็กและเบาที่สุด”]

เมื่อก่อนถ้าพูดถึง Super Tele ภาพที่ขึ้นมาในหัวคือ เลนส์ ขาวๆ ยาวๆ ใหญ่ๆ แต่สำหรับ 600/800mm มันคือ ReFerence ของเลนส์เทเลในอนาคต เพราะเล็ก และ เบามาก ทำไมมันถึงได้เล็กและเบาขนาดนี้ เบามากๆ 600mm น้ำหนักเพียง 930 g 800mm น้ำหนักเพียง 1.2 kg ซึ่งถ้าเรามาดูของเม้าท์ EF 600mm 3.05 kg 800mm 4.5 kg น้ำหนักต่างกันมากๆ วันนี้เราจะมา รีวิว Canon Lens RF 600mm F11 / 800mm F11 Super tele ที่เล็กและเบาที่สุดกันครับ

รีวิว Canon Lens RF 600mm F11 และ Canon Lens 800mm F11 Super tele ที่เล็กและเบาที่สุด

2. ทำไมขนาดเลนส์ถึงสั้นลง

รีวิว Canon Lens RF 600mm F11 และ Canon Lens 800mm F11 Super tele ที่เล็กและเบาที่สุด
Canon Lens RF 600mm F11 / Canon Lens Rf 800mm F11

[scroll_to link=”section2″ title=”ทำไมถึงสั้นลง”]

ทำไมเลนส์ rf 600mm/800mm F11 ถึงสั้นลง เพราะ มีชิ้นเลนส์น้อยลง เพื่อลดขนาดเลนส์ และลดอาการเสียแสงจากการสะท้อนกลับ แต่การใช้ชิ้นเลนส์น้อยๆนั้น ย่อมมีข้อผิดพลาดต่างๆเกิดขึ้นเยอะ เช่น ความคลาดทรงกลม ความคลาดสี เพราะฉะนั้น Canon เลยใส่เลนส์ DO เข้ามาเพื่อช่วยแก้เรื่องเหล่านี้ ( DO มีคุณสมบัติ ช่วยแก้ทั้งความคลาดสี และความคลาดทรงกลมได้ )

รีวิว Canon Lens RF 600mm F11 และ Canon Lens 800mm F11 Super tele ที่เล็กและเบาที่สุด
ความคลาดสี

ปกติเลนส์ทั่วไป ถ้าจะแก้คลาดสี จะต้องใช้พวก เลนส์ฟลูออไรด์ , UD , Apo ถ้าจะแก้คลาดทรงกลม ต้องใช้เลนส์ ASPH จะแก้ทั้ง 2 อย่าง ต้องใส่ถ้า 2 ชิ้น อย่างต่ำ แต่ 600/800 mm ใส่ DO ตัวเดียวจบเลย ทำให้ขนาดเลนส์เล็กลง เบาขึ้น และ คุณภาพภาพยังคงสูงอยู่ ถ้าใครยังจำได้ เมื่อก่อน จะมีตัว 400mm DO tele ขอบสีเขียว เล็กมาก ตอนนี้ canon ได้นำเทคโนโลยีนี้ กลับมาใช้อีกครั้ง


3.ราคา Canon Lens RF 600mm F11 / RF 800mm F11

[scroll_to link=”section3″ title=”ราคา Canon Les RF 600mm F11 RF 800mm F11″]

สนใจโทรสั่งซื้อสินค้าได้ที่ 02-046-0488 และ 097-175-6000 หรือ ติดต่อที่ Fanpage


4.ดีไซน์แบบใหม่พกพาสะดวก

[scroll_to link=”section4″ title=”ดีไซน์ Canon Les RF 600mm F11 RF 800mm F11″]

ดีไซน์แบบใหม่ Canon Lens RF 600mm F11 / 800mm F11 นั้นยืดเลนส์ออก เพื่อใช้งาน และหดกลับเข้าเวลาเก็บ เพื่อความเล็กกระทัดรัดในการพกพา


5.หมดห่วงทุกข้อกังวลและคุณสมบัตเพิ่มเติม

[scroll_to link=”section5″ title=”อื่นๆ”]

รูรับแสงแคบ หลายๆคนคงลังเลที่จะซื้อเลนส์ที่มี รูรับแสงที่ F11 เนื่องจากกังวลหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการ โฟกัส , speed พอไหม , ต้องดัน iso สูงๆ แล้ว noise มา พอใช้สปีดต่ำแล้วมือไม่นิ่ง แต่!!!!!!!!!!

สำหรับ Canon Lens RF 600mm F11 / 800mm F11 พอใช้ร่วมกับบอดี้ R5/R6 แล้ว ไม่ต้องห่วงเวลาถ่าย ว่าจะ speed ไม่พอ เพราะเราสามารถไปดันที่ iso ให้สูงๆได้สบายๆ โดยไม่ต้องห่วงเลยว่าจะมี noise เยอะ เพราะ R5/R6 จัดการเรื่อง noise ได้ดีมากๆ

ส่วนเรื่องโฟกัสที่ F11 ก้อไม่ต้องห่วงเช่นกัน เมื่อก่อน เวลาเราใช้ super tele ที่ F11 เนี่ย 
เราจะโฟกัสได้ที่จุดกลางจุดเดียว ซึ่งพื้นที่ค่อนข้างเล็ก แต่สำหรับบอดี serie R พื้นที่โฟกัสเนี่ยเราจะสามารถโฟกัสได้ถึง 40*60% ( แนวนอน * แนวตั้ง)  มันกว้างมากกกก เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปกังวลเลยเรื่องจะโฟกัสไม่ได้ ต่อให้ในที่แสงน้อย R5 โฟกัสได้ที่ -6EV , R6 โฟกัสได้ที่ -6.5EV  เหลือๆ

อีกเรื่องนึงที่คนใช้ Super Tele กังวล คือ มือไม่นิ่ง ภาพเบลอ เพราะตัวเลนส์หนัก หรือบางทีต้องใช้สปีดต่ำ 2ตัวนี้จะไม่เป็นปัญหาแน่นอน เพราะน้ำหนักเบามาก และตัวเลนส์เล็ก จับถนัดมือ และเมื่อใช้งานร่วมกับ บอดี้ R แล้ว ตัว 600mm กันสั่นได้ถึง 5 stop ส่วน 800mm กันสั่นได้ถึง 4 stop สามารถ handheld ถ่ายได้สบายๆ

ที่ตัวเลนส์ทั้งคู่ ยังมีตัว control ring ทำให้สามารถปรับค่าต่างๆเวลาถ่าย ได้สะดวกสบายมากขึ้น

ส่วนใครที่ยังไม่พอกับระยะนี้ สามารถซื้อ Extender 1.4 / 2X มาต่อเพื่อเพิ่มระยะได้
เช่นเอา 2X มาใส่กับ 800mm ก้อจะกลายเป็น 1600mm F22 ถ่ายดวงจันทร์ได้สบายๆ

นอกจากนี้เลนส์ทั้ง 2 ตัวนี้ ยังสามารถใส่ฟิลเตอร์ที่หน้าเลนส์ได้ เพื่อป้องกันหน้าเลนส์เป็นรอย ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมากๆ เพราะปกติเลนส์ super tele หน้าเลนส์จะใหญ่มากจนไม่สามารถใส่ฟิลเตอร์ที่หน้าเลนส์ได้ ทำให้ต้องไปใส่ที่ท้ายเลนส์แทน ที่เราเรียกว่า drop in filter
RF 600mm filter size 82mm
RF 800mm filter size 95mm


สรุป

โดยรวมแล้ว เลนส์ทั้ง 2 ตัวนี้เหมาะสำหรับ ถ่ายนก ถ่ายสัตว์ป่า ถ่ายกีฬา
ราคาไม่แพง เล็ก เบา พกพาง่าย ระบบโฟกัส และกันสั่น ใช้งานได้ดีมาก เมื่อใช้ร่วมกับ R5 และ R6

จุดด้อย
ถ้าไม่ได้ใช้ร่วมกับ R5 R6 แต่เราเอามาใช้กับ R RP ประสิทธิภาพ เรื่องการโฟกัส หรือเรื่องกันสั่น อาจจะใช้งานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น ถ้าอยากดึงประสิทธิภาพสูงสุดของเลนส์ออกมา ควรใช้ร่วมกับ R5 R6 เท่านั้น

Follow : Fotofile หรือ Fanpage Fotofile

รีวิว Sony A7C ฟูลเฟรมตัวเล็กที่สุดในโลก | ซื้อไม่ซื้อ | FOTOFILE

Sony a7c กล้องที่ตัวเล็กที่สุดในตระกูล Full Frame ครับโอ้โหต้องบอกว่าเป็นที่ฮือฮามากครับแต่ก็มีเสียงแตกครับถามว่าบางทีเนี่ยเฮ้ยเซ็นเซอร์มันอาจจะเป็นตัวเดียวกับ a73 ครับแล้วมันจะน่าซื้อยังไงรวมถึงมันมีฟังก์ชั่นเด็ดๆของ A7r4 มาอยู่ในนี้อย่างไรน่าซื้อหรือไม่วันนี้ผมมีคำตอบครับ

SONY A7C เปิดมิติกล้องฟูลเฟรมขนาดเล็ก

Sony A7C มีระบบออโต้โฟกัสที่ดีเยี่ยมมีทั้งระบบ Fast AF performance, Real time Eye AF และ Real time Tracking โดยเฉพาะในโหมดของ Real time Tracking สามารถจับได้ทั้งดวงตา ใบหน้า หรือจดจำสัดส่วนของศีรษะ โดยไม่ว่าจะหันไปทางซ้ายหรือขวาระบบโฟกัสก็จะติดตามได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังช่วยจับวัตถุอย่างแม่นยำหากมีใบหน้าอื่นๆ เข้ามาในฉาก จึงมั่นใจได้เลยว่าภาพถ่ายหรือภาพวีดิโอจะมีความชัดเจนและสวยงาม

https://www.youtube.com/watch?v=yP7CMn5RyjQ&t=22s&ab_channel=FOTOFILE

สเปคเบี้องต้น Sony A7C

  • เซนเซอร์ฟูลเฟรมความละเอียด 24 ล้านพิกเซล
  • ระบบโฟกัสแบบ Real-Time AF
  • ระบบกันสั่น 5 แกน
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 10 FPS
  • วิดิโอ 4K HDR และ 1080P แบบ Slow Motion ที่ 120 FPS
  • Profile สี HLG, S-Log2,3
  • ไม่จำกัดเวลาถ่ายวิดีโอ
  • ถ่ายภาพนิ่งรองรับไฟล์รูปภาพ HEIF หรือเลือกเป็น JPEG ก็ได้เช่นกัน
  • หน้าจอฟลิปข้าง Vari Angle ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.44 ล้านจุด พับได้รอบทิศทาง
  • ระบบโฟกัส Phase Detection จำนวน 693 จุด และ Contrast Detection 425 จุด
  • รองรับ Animal Eye-AF และ โฟกัสดวงตาขณะถ่ายวิดีโอ
  • ช่องเสียบไมค์, ช่องเสียบหูฟัง
  • บอดี้กันละอองนำ้ ละอองฝุ่น
  • Wifi, NFC, Bluetooth
  • Micro HDMI
  • แบตเตอรี่รุ่น NP-FZ100
  • SD Card 1 Slot
  • น้ำหนัก 509 กรัม
  • ขนาด 124 x 71.1 x 59.7 mm.

ตัวอย่างภาพถ่าย Photo Gallery

Sony A7c

α7C ขนาดกะทัดรัด

ด้วยการผสมผสานกับเลนส์ FE 28-60mm F4-5.6, α7C

ให้คุณภาพฟูลเฟรมที่ยอดเยี่ยมได้ด้วยระบบกล้องและเลนส์ที่เบาและเล็กที่สุดในโลก มีขนาดกะทัดรัดแต่ตอบสนองความคาดหวังที่สูงสำหรับคุณภาพของภาพ AF และความเร็ว เป็นกล้องที่มีประสิทธิภาพรอบด้านอย่างแท้จริง พร้อมที่จะปรับปรุงความคิดสร้างสรรค์ของคุณให้ดียิ่งขึ้นในทุกที่ที่คุณไป

แสดงความเป็นคุณได้อย่างเต็มที่

ประสิทธิภาพทรงพลังและคุณภาพของภาพที่ยอดเยี่ยม

แม้ว่าตัวกล้องจะมีขนาดกะทัดรัดและมีขนาดเล็กและเบาที่สุดในโลก

α7C ก็ส่งมอบคุณภาพของภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับทั้งภาพนิ่งและภาพยนตร์ที่คุณคาดหวังได้จากกล้องฟูลเฟรม ด้วย AF ที่รวดเร็ว กว้าง และแม่นยำ การถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงมากและจอภาพ LCD ที่ปรับมุมได้รอบทิศทางที่ใช้งานสะดวกจึงช่วยจับภาพแอคชั่นได้ทุกเมื่อ

ประสิทธิภาพแบบฟูลเฟรมในขนาดกะทัดรัด

คุณภาพไร้ที่ติสำหรับทั้งภาพนิ่งและภาพยนตร์

คุณภาพของภาพที่น่าทึ่ง ซึ่งได้จากเซนเซอร์ฟูลเฟรมเท่านั้น

การจัดการภาพฟูลเฟรมในตัวกล้องขนาดกะทัดรัด

การรวมแสงที่เหนือกว่าคือคุณภาพของภาพที่สูงและสัญญาณรบกวนที่ต่ำ

เซนเซอร์ที่ใหญ่ยิ่งขึ้นสร้างภาพที่ดีขึ้น และเซนเซอร์ฟูลเฟรมของ α7C มีขนาดใหญ่กว่าเซนเซอร์ในสมาร์ทโฟน กล้องดิจิตอลคอมแพค และกล้องเลนส์แบบเปลี่ยนได้ APS-C ที่มีขนาดเดียวกัน การรวมแสงที่เพิ่มขึ้นทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพพร้อมสัญญาณรบกวนที่ลดลง และยังคงรายละเอียดทั้งในส่วนเงาและไฮไลต์ได้มากยิ่งขึ้น

พบความแตกต่างด้วยเซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น

ด้วยเซนเซอร์แบบฟูลเฟรม คุณสามารถถ่ายภาพและได้รับรูปภาพที่น่าทึ่งแบบไม่ซ้ำใครในรูปแบบนี้ เซนเซอร์ของ α7C มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของเซนเซอร์ที่พบในกล้อง APS-C ในขนาดตัวกล้องที่คล้ายกัน และมีขนาดใหญ่สูงสุด 30 เท่าของเซนเซอร์สมาร์ทโฟน เพื่อให้ได้รูปภาพที่สวยงามที่มีความลึกและรายละเอียดที่ดีขึ้น

[1]ขนาดเต็ม [2]APS-C [3]Micro สี่ส่วนสาม [4]1 นิ้ว [5]1/2.3~1/3.4 นิ้ว

ขนาดกะทัดรัด ใช้งานได้ง่าย

α7C ได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา และพกพาได้โดยไม่ลดประสิทธิภาพกล้องฟูลเฟรมขนานแท้ลง เป้าหมายนี้บรรลุได้โดยการพัฒนาส่วนประกอบกลไกลใหม่ เช่น ชัตเตอร์ประหยัดพื้นที่และระบบป้องกันการสั่นไหวออปติคอล พร้อมกับการจัดวางและการปรับปรุงโครงสร้าง

เพลิดเพลินไปกับประโยชน์ของฟูลเฟรม

เซนเซอร์ฟูลเฟรมของ α7C ทำได้มากกว่าแค่การจับแสงได้มากขึ้น มีความลึกของภาพ ช่วงไดนามิก ะรายละเอียดที่ดียิ่งขึ้นด้วยเซนเซอร์ขนาดใหญ่และขนาดพิกเซล

เลนส์ที่เข้ากับสไตล์ของคุณ

เลนส์ E-mount ที่หลากหลาย ตั้งแต่ระยะกว้างไปจนถึงระยะไกล วิดีโอ และแบบพิเศษ

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพ ช่างภาพ หรือผู้สร้างภาพยนตร์ เรามีเลนส์ E-mount ที่หลากหลายมากกว่า 50 เลนส์ให้พร้อมใช้งานเพื่อยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของคุณ เลนส์ฟูลเฟรมขนาดกะทัดรัดให้การบิดเบือนของรูปภาพที่ต่ำมาก แม้แต่ในความยาวโฟกัสที่กว้าง และให้ความลึกรูปภาพและโบเก้ที่สวยงาม

เพิ่มตัวเลือกในการสร้างวิดีโอของคุณ

ได้รับการถ่ายทำภาพยนตร์แบบศิลปินตัวจริงด้วยการควบคุม คุณภาพของภาพ และขนาดของฟูลเฟรมที่ยอดเยี่ยม

ถ่ายทุกแอคชั่นด้วยรายละเอียดที่สวยงาม

AF ที่ล้ำสมัยและความสามารถในการถ่ายภาพต่อเนื่องที่รวดเร็วช่วยให้คุณแน่ใจได้ว่าจะไม่พลาดภาพเสี้ยววินาทีที่สำคัญ ยูนิตการป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอลของ α7C ช่วยให้ตัวกล้องมั่นคงและไม่มัว ไม่ว่าคุณจะถ่ายภาพนิ่งหรือภาพยนตร์

Credit : Sony

รีวิว GoPro Hero 9 Black แบบลงลึก ทุกฟีเจอร์เด่นและความน่าสนใจในการเอาไปใช้

รีวิว GoPro Hero 9 Black กล้องแอคชั่นรุ่นล่าสุด สเปคแรงขึ้น ถ่ายภาพและวิดีโอสวยกว่าเดิม GoPro เป็นเเบรนด์ของกล้องเเอคชั่นที่ครองอันดับหนึ่งของตลาดกล้องเเอคชั่นมาอย่างยาวนาน เเต่ GoPro ก็ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาความสามารถของกล้องเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ ทั้งการศึกษาเเละเเก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่อง จนถึงปัจจุบัน ก็ออกแบบมาอย่างตามใจผู้ใช้งาน ด้วยการปรับปรุงทั้งลักษณะการใช้งาน เเละฟีเจอร์ที่พัฒนาขึ้น ซึ่งจะมีอะไรที่เปลี่ยนไป หรือพัฒนาขึ้นบ้าง มาดู

สเปคโดยรวมที่มีความน่าสนใจใน GoPro Hero 9 Black

สเปคโดยรวมของกล้องตัวนี้คือจะถ่ายวิดีโอได้ที่ 5K@30fps, 4K@30fps และยังถ่ายวิดีโอแบบ Full HD เฟรมเรตสูงได้ที่ 240 เฟรมต่อวินาที เอาไว้เวลาเราจะดึง Slow Motion คือแบบ ที่สุดเลยของกล้องตัวนี้

GoPro Hero 9 Black

คุณสมบัติเเละฟีเจอร์การใช้

  • เซ็นเซอร์ภาพใหญ่ขึ้น ถ่ายภาพได้ความละเอียดภาพสูงถึง 20 ล้านพิกเซล 
  • รองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดที่ 5K 30 fps, 4K 60 fps และ 1080p 240 fps ตั้ง bit rate ได้สูงสุด 100Mbps ภาพชัดขึ้น เก็บรายละเอียดภาพ เสียง สี เเละ เเสง ได้ดีขึ้น
  • กันสั่น HyperSmooth 3.0+boosted เพื่อ การถ่ายภาพขณะเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น บันทึกวิดีโอได้นิ่งโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม
  • ถ่ายภาพ slow-motion ที่ 240 fps หรือ  8x เพื่องานวิดีโอที่ดูละมุน น่าสนใจเเละน่าติดตาม
  • สั่งงานได้ด้วยคำสั่งเสียง ง่ายต่อการความคุมเเละการใช้งาน
  • หน้าจอเเบบระบบสัมผัส มีจอหน้าที่ไม่เพียงเเต่บอกสถานะเท่านั้น เเต่เป็นจอหน้าที่อำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพตัวเอง หรือ บันทึกวิดีโอ เหมาะสำหรับ Vlogger, YouTuber
  • กันน้ำลึก 10 เมตรโดยไม่ต้องใส่เคสดำดิ่งลงไปเพื่อเก็บภาพสวยใต้น้ำได้
  • ถ่ายภาพรัวต่อเนื่องได้ด้วย LiveBurst เพื่อไม่พลาดเสี้ยววินาทีที่สำคัญ 
  • Built-in mounting กางเม้าท์ออกต่อเข้ากับด้ามจับได้เลย
  • ภาพสวยคมชัดด้วย HDR รองรับการบันทึกภาพ RAW เก็บความประทับใจได้อย่างคมชัด สีสันสวยสมจริง ทั้งยังนำไฟล์ที่ได้ไปทำต่อในการะบวนการเเเต่งสีเเต่งภาพได้อีก คุณภาพงานได้เหมือนกล้องระดับโปร
  • ฟีเจอร์ TimeWarp 3.0 ที่พัฒนาขึ้นมาเพิ่มประสบการณ์การถ่ายวิดีโอที่น่าประทับใจมากยิ่งขึ้น 
  • ใช้งานได้แบบเว็บเเคมได้ด้วย Webcam Mode 
  • รองรับการทำงาน ส่งสัญญาณเเบบ live stream ที่ 1080p ให้ความละเอียดสูง ส่งสัญญาณราบลื่น ไม่กระตุก
  • ความจุของแบตเตอรี่ 1720mAh ซึ่งจุมากกว่าเดิม เพราะต้องรองรับการบันทึกภาพเเละวิดีโอที่ความละเอียดสูงและใช้งานได้ยาวนานขึ้น 
  • ฟีเจอร์มาใหม่  Horizon leveling ปรับให้ภาพสมดุล ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง Schedule Capture เพื่อตั้งเวลาการถ่ายวิดีโอที่ต้องใช้เวลานาน เช่นการถ่ายเเบบ Timelapes โดยตั้งเวลาเริ่มเเละเวลาหยุดและ Hidesight ซึ่งเป็นผู้ช่วยในการถ่ายภาพเเละวิดีโอเพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น เเละสะดวกขึ้น
  • เปลี่ยนเลนส์ได้เพื่อให้ได้ภาพมุมมองใหม่ที่กว้างกว่าเดิมด้วย Max lens mod ให้ภาพที่ดูตื่นเต้นเเละเเปลกตามากกว่าเดิม
  • ใช้งานร่วมกับ Mod เสริม เเละอุปกรณ์เสริมของ GoPro ได้มากกว่า 40 รายการ เพื่อขอบเขตการใช้งานที่กว้างขึ้น กล้องใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

9 ฟีเจอร์เด็ดของเจ้า  GoPro Hero 9 Black

ลงลึก ทุกเมนู จุดเด่น และความน่าสนใจใน การเอาไปใช้ ถ้าพูดถึงกล้องขนาดเล็กที่เหมาะกับการท่องเที่ยว เก่งทั้งการถ่ายภาพ วิดีโอ กันสั่นดี แล้วก็พกพาสะดวกด้วย ภาพในหัวหลายคนก็จะแว๊บขึ้นมาเป็นกล้อง Action Camera อย่าง GoPro แน่นอนเลย ใช่แล้วครับ วันนี้เราจะมารีวิวกล้อง 9 ฟีเจอร์ของ GoPro ตัวที่ว่านี้กัน

1. High Bitrate ปรับการถ่ายวิดีโอแบบบิตเรตสูงสุด ปลดล็อคการบันทึกไฟล์วิดีโอให้ได้ความละเอียดแบบสูงสุด สำหรับงานจริงจัง

หลายคนยังไม่รู้ว่า GoPro นั้นถ้าหากเราต้องการจะเปิดถ่ายวิดีโอแบบบิตเรตสูงสุด เราต้องไปตั้งค่าถ่ายวิดีโอแบบ High Bitrate ก่อน โดยขั้นตอนคือให้เราไปเลือกการตั้งค่าวิดีโอที่เราจะถ่าย และเปิดเป็น High Bitrate แค่นั้นเป็นอันจบ, ซึ่งหลายคนมักจะพลาดเปิดส่วนนี้ ถ้าเราตั้งเป็นค่า Standard ไว้ ตัวกล้องจะไม่ใช้บิตเรตสูงสุดให้นะ

2. RAW Audio บันทึกคุณภาพเสียงให้สูงสุดในการ Video

ฟีเจอร์ต่อมา เป็นฟีเจอร์ที่มีแต่แอบซ่อนไว้ในเมนู Setting ของการถ่าย Video เหมือนกัน อันนั้นก็คือ RAW Audio ครับ โหมดนี้จะเป็นการบันทึกเสียงระดับสูงที่จะไม่มีการ Process เนื้อเสียงใด ๆ ของเรา ทำให้เราสามารถที่จะได้เนื้อไฟล์เสียงที่ดีสำหรับขั้นตอนการ Post Process เผื่อใครอยากเอาเสียงไปปรับต่อใน Software อื่น ๆ ก็สามารถทำได้ดียิ่งขึ้นนะ

3. ตั้ง Preset แยกชุดสำหรับการถ่ายวิดีโอ เป็นสูตรลับที่ทำให้เราสามารถถ่ายคลิปได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม

ความสามารถเด็ดที่ถูกปรับมา ก็คือเรื่องของการตั้งค่าถ่ายวิดีโอแบบ Preset ได้ เช่น เราตั้งค่า Preset สำหรับถ่าย Slow Motion, ถ่าย Cinematic เราสามารถตั้งค่าบันทึกแยกเป็นโปรไฟล์เฉพาะไว้หลาย ๆ อันได้ เวลาที่เราต้องการถ่ายอันไหน เราไม่ต้องไปตั้งค่าใหม่ เลือกใช้พรีเซ็ตที่เราตั้งค่าไว้ได้เลย

4. ปรับจอด้านหน้าให้เป็น 16:9 พร้อม แสดงค่า Setting ช่วยให้เราถ่าย Vlog ได้สะดวกมากขึ้น

อีกความสามารถนึงที่แนะนำให้ปรับเลยคือ การแสดงผลจอด้านหน้า เนื่องด้วยที่เราถ่ายวิดีโอเป็น 16:9 แต่หน้าจอด้านหน้าการแสดงผลเป็นแบบ 1:1 ซึ่งค่าเดิมของ GoPro ที่ตั้งมาให้เรา จะครอปส่วนภาพซ้ายขวาออกไป ทำให้เราจัดองค์ประกอบยาก โดยเฉพาะมุม Selfie

5. ปรับสีการถ่ายคลิปให้เป็น Flat Profile ช่วยให้เรา Grading สีให้สวยมากยิ่งขึ้น

สามารถเลือกโปรไฟล์สีจืดเหมือนกล้อง Professional เพื่อให้เราเอาไปใช้ Grading สีได้นะ ซึ่งหลายคนไม่รู้ เวลาที่เราจะถ่ายคลิปแล้วอยากเอาไปแต่งสีต่อ เรามักจะใช้โปรไฟล์สี Flat, Cinema ที่มีอยู่ในกล้องนั้น ๆ ซึ่ง GoPro Hero 9 Black ก็มี!!!

6. Horizon Leveling เปิดโหมดช่วยมือใหม่ ถ่ายคลิปยังไงก็ไม่มีเอียง

โหมดเทพสำหรับมือใหม่ ถ้าใครยัไม่เคยเปิด ให้เปิดด่วน เพราะโหมดนี้จะช่วยปรับให้วิดีโอเราไม่เอียง!!! ซึ่งหลายคนเวลาเหนื่อย โดยเฉพาะมือใหม่ที่อาจจะถือกล้องให้ตรง ๆ ยังไม่เก่ง จะเห็นมุมเอียงบ่อยมาก ดังนั้นถ้าไม่อยากพลาด เปิด Horizon Leveling ไว้เลยจ้า

7. Slow Motion แบบสูงสุด 240 เฟรมต่อวินาที

โหมดถ่ายวิดีโอแบบเฟรมเรตสูง หรือการถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ที่ 8 เท่า เป็นความสามารถเด่นของ GoPro Hero 9 Black ซึ่งน่าสนใจเหมือนกัน เพราะเราสามารถเก็บจังหวะ Action มันส์ ๆ หรืออารมณ์ Dramatic แบบ Slow Motion มาใส่ไว้ในคลิปของเรา ช่วยให้วิดีโอของเรามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ถ้าหากว่าใครไม่เคยใช้โหมดนี้ แนะนำว่า ต้องลองวันนี้เลยบนะ

8. ใช้โหมด Live Streaming ในการทำ Real-Time Content เช่น งานอีเวนต์, คอนเทนต์ประเภทรีวิวด่วน

โหมดที่ทำให้กล้อง Action Camera สามารถที่จะ Live สวย ๆ บน Social Media ได้ทันที ซึ่งโหมดนี้จะให้ความละเอียดมากถึง Full HD ทำให้การไลฟ์นั้นถ่ายทอดรายละเอียดได้ดี เหมาะกับคนที่อยากจะทำ Real Time Content ไม่ว่าจะเป็นงาน Event, การรีวิวสินค้า, งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เราก็สามารถที่จะ Live ได้ทันที แถม GoPro Hero 9 Black กันสั่นก็นิ่งด้วยนะ

9. โหมด TimeWarp 3.0 และ TimeLapse สำหรับการถ่ายวิดีโอ Footage แบบเร่งเวลา

โหมดที่ช่วยถ่ายวิดีโอแบบเร่งเวลา ซึ่งโหมดนี้โดดเด่นมาตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าแล้ว ซึ่งในรุ่นล่าสุดอย่าง GoPro Hero 9 Black นั้นจะถูกอัพเวอร์ชั่นเป็น TimeWarp 3.0 ซึ่งความสวยงาม ความ Smooth ก็จะมีมากขึ้นและถ่ายวิดีโอได้ง่ายสะดวกเช่นเคยด้วย

คลิกเพื่อซื้อ “GoPro Hero 9 Black

รี วิ ว G o P r o H e r o 9 B l a c k : F o t o f i l e C h a n n e l

https://www.youtube.com/watch?v=qIcMJmkoHT0

ติดตามรีวิวอื่นๆได้ที่ Click

CANON EOS R5 VS CANON EOS R6 ต่างกันยังไง รุ่นไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุด

Canon EOS R5 vs Canon EOS R6 เปรียบเทียบความต่าง รุ่นไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุดซึ่งตั้งแต่ Canon เปิดตัวกล้องมาเพื่อให้เราเลือกซื้อเลือกใช้กันอีกเเล้ว คราวนี้เป็นกล้อง มิลเลอร์เลสฟูลเฟรม ที่มีความโดดเด่นและความสุดในคุณภาพ ทั้งสองรุ่นนี้มีความเหมือนเเละเเตกต่างกัน เดี๋ยวเรามาดูกันว่ารุ่นไหนที่จะเหมาะกับเรามากที่สุดครับ

Canon EOS R5 และ Canon EOS R6! กล้อง Full-frame Mirrorless ที่มาพร้อมกับสเปคจัดเต็มทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ที่มาพร้อมกับกาารปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ ให้คล้าย DSLR มากขึ้น!

สิ่งที่เหมือนกัน EOS R5 และ R6

  • ระบบกันสั่น
  • ระบบโฟกัสแบบใหม่ Dual Pixel CMOS AFII
  • ออโต้โฟกัสครอบคลุม 100%
  • ระบบโฟกัสดวงตาและใบหน้า
  • โฟกัสใบหน้าสัตว์
  • ถ่ายต่อเนื่องสูงสุด 20 ภาพต่อวินาที (AF/AE Tracking)
  • ปุ่ม Multi Controller และ Scroll Wheel ทำให้ Operate กล้องได้ง่าย
  • จอพับได้
  • รองรับไฟล์ HEIF
  • แบตเตอรี่แบบใหม่ LPE 6NH
  • Wi-Fi 5GB

 

 

CANON EOS R5

Canon Eos r5

สิ่งที่ EOS R5 เหนือกว่า EOS R6

  • ความละเอียดภาพ EOS R5 45 ล้านพิกเซล EOS R6 20 ล้านพิกเซล
  • EOS R5 ถ่าย 8K ได้ EOS R6 ได้แค่ 4K
  • EOS R5 ถ่าย 4K 120p ได้ EOS R6 ได้แค่ 4K 60p
  • EOS R5 มีช่องเสียบการ์ด 1 ช่องเป็น CFexpress ซึ่งเร็วมากไว้บันทึกวีดีโอ 8K อีกช่องเป็น SD Card ส่วน EOS R 6 เป็น SD Card ทั้งคู่
  • หน้าจอ R5 2.1 ล้านจุด 1.62 ล้านจุด
  • ช่องมองภาพ 5.76 ล้านพิกเซล ในขณะที่ EOS R6 ละเอียด 3.69 ล้านพิกเซล
  • EOS R5 มีจอด้านบน EOS R6 ไม่มี
  • โหมด Portrait Relighting มีเฉพาะใน EOS R5
  • การปรับ Background Clarity มีเฉพาะใน EOS R5
  • DP Raw มีเฉพาะใน EOS R5

CANON EOS R6

สิ่งที่ EOS R6 เหนือกว่า EOS R5

  • EOS R5 มี ISO 100-51,200 ส่วน EOS R6 ISO 100-102,400
  • บัพเฟอร์ที่มากกว่า เนื่องจากไฟล์เล็กกว่ามาก

สรุป เปรียบเทียบ EOS R5 vs EOS R6

EOS R5 เป็นกล้องที่สุดในทุกด้านเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าราคาก็สูงตามไปด้วย แต่สำหรับคนที่ไม่ต้องการ 8K หรือภาพความละเอียดถึง 45 ล้านพิกเซล EOS R6 ก็ถือว่าน่าสนใจและช่วยประหยัดงบไปได้พอสมควร

ติดตามรีวิวอื่นๆได้ที่ Fotofile Gadget Review และ Fanpage Fotofile