Skip to content
FOTOFILE

Circle of Confusion คืออะไร? ไขความลับหน้าชัดหลังเบลอ [EP.2]

วงกลมแห่งความสับสน! เจาะลึก Circle of Confusion (CoC) ต้นตอของความเบลอ

ในบทความ แอปคำนวณ DOF (DOF Simulator) [EP. 1] ที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้วิธีวางแผนระยะ “หน้าชัดหลังเบลอ” เบื้องต้นกันไปแล้ว แต่คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ในทางฟิสิกส์แล้ว “ความเบลอ” มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ทำไมบางจุดถึงคมกริบ แต่บางจุดถึงละลายกลายเป็นโบเก้?

วันนี้ FOTOFILE จะพาคุณมาทำความรู้จักกับศัพท์เทคนิคสุดล้ำอย่าง Circle of Confusion (CoC) หรือแปลเป็นไทยขำๆ ว่า “วงกลมแห่งความสับสน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความคมชัดของภาพทุกใบที่คุณถ่ายครับ!

ระนาบโฟกัส (Focal Plane): จุดกำเนิดของแสง

โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อแสงตกกระทบวัตถุ มันจะสะท้อนเข้าสู่เลนส์กล้องของเรา เลนส์มีหน้าที่หักเหแสงเหล่านั้นให้ไปรวมกันเป็น “จุดเดียว” ซึ่งเราเรียกจุดตัดของแสงนั้นว่า “ระนาบโฟกัส (Focal Plane)” ครับ

เวลาที่เราหมุนกระบอกเลนส์เพื่อหาโฟกัส สิ่งที่เรากำลังทำคือการเลื่อนชิ้นแก้วไปมา เพื่อให้ระนาบโฟกัสนี้ไปตกลงบน “เซนเซอร์รับภาพ” พอดีเป๊ะ ซึ่งถ้าจุดตัดของแสงตกลงบนเซนเซอร์พอดิบพอดี วัตถุชิ้นนั้นก็จะ “คมชัด” ครับ

Circle of Confusion คืออะไร?

แน่นอนว่าในการถ่ายภาพจริงๆ วัตถุไม่ได้มีแค่ชิ้นเดียว มันมีทั้งฉากหน้าและฉากหลัง (Foreground & Background)

  • แสงจากวัตถุที่อยู่ “หน้า” จุดโฟกัส จะพุ่งทะลุไปตัดกันที่ด้านหลังเซนเซอร์

  • แสงจากวัตถุที่อยู่ “หลัง” จุดโฟกัส จะรวมตัวกันและตัดกันตั้งแต่ยังไม่ถึงเซนเซอร์

ผลลัพธ์คือ แสงจากวัตถุที่ไม่ได้อยู่ในจุดโฟกัส จะตกลงบนเซนเซอร์ในลักษณะ “วงกลมที่บานออก” ไม่ใช่จุดเล็กๆ จุดเดียวครับ ซึ่งวงกลมของแสงที่ตกลงบนเซนเซอร์นี่แหละ ที่เราเรียกว่า “Circle of Confusion” ภาพที่เราถ่าย 1 ใบ เกิดจาก Circle of Confusion นับล้านๆ วงประกอบกัน:

  • ถ้าวงกลมมี ขนาดใหญ่ = เราจะเห็นมันเป็น “ความเบลอ” หรือดวงโบเก้
  • ถ้าวงกลมมี ขนาดเล็กมาก = เราจะมองเห็นมันเป็น “ความคมชัด”

Permissible CoC: เส้นแบ่งระหว่าง “ชัด” กับ “เบลอ”

บนเซนเซอร์กล้องของเราจะประกอบไปด้วยเม็ดพิกเซล (เซลล์รับแสง) เล็กๆ เรียงตัวกันเป็นตารางครับ ตราบใดที่ขนาดของวงกลมแสง (Circle of Confusion) มันมีขนาด “เล็กกว่า” ขนาดของเม็ดพิกเซล เซนเซอร์ก็จะแยกไม่ออกและมองว่าจุดนั้น “ยังคมชัดอยู่” ขนาดของวงกลมที่ใหญ่ที่สุดที่เซนเซอร์ยังยอมให้ภาพดูคมชัด เราเรียกว่า “Permissible Circle of Confusion” ครับ ซึ่งตัวนี้แหละคือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดค่าระยะชัดลึก (Depth of Field) ของกล้องตัวนั้นๆ!

บทสรุป: ความใส่ใจของเลนส์เกรดโปร

ขนาดของ CoC นั้นแปรผันตามขนาดของเม็ดพิกเซลและกำลังขยายภาพครับ ผู้ผลิตเลนส์ระดับโลกอย่าง เลนส์ Zeiss หรือ เลนส์ Fujinon จะใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยพวกเขาจะคำนวณตารางสเกลระยะชัดลึก (Depth of Field Scale) บนกระบอกเลนส์ โดยอ้างอิงจากขนาดของพิกเซลเซนเซอร์และ CoC เลยทีเดียว ทำให้ผู้ใช้งานได้ระยะชัดที่แม่นยำขั้นสุดครับ!

ใน EP. 3 (ตอนหน้า) เราจะขยับจากเรื่องของแสง ไปเจาะลึกเรื่องของชิ้นแก้วกันบ้าง กับเลนส์ระดับเทพที่แก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนได้สมบูรณ์แบบที่สุดที่เรียกว่า “เลนส์ Apochromatic (APO)” มันคืออะไร และดียังไง? รอติดตามอ่านกันได้ที่ FOTOFILE เร็วๆ นี้ครับ!

https://www.youtube.com/watch?v=KJa__kktHV4

วางแผนถ่ายภาพแบบโปร! เจาะลึกแอปคำนวณ DOF (DOF Simulator) คิดก่อนถ่าย ได้ภาพเป๊ะ

ก่อนหน้านี้เราได้เรียนรู้วิธีการเลือกซื้อเลนส์จากกราฟความคมชัดในบทความ เจาะลึก MTF Graph [EP. 2] กันไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาหยิบกล้องออกไปถ่ายจริงกันบ้าง! แต่ปัญหาปวดหัวของช่างภาพหลายคนคือ “จะทำยังไงให้ได้ภาพหน้าชัดหลังเบลอพอดีเป๊ะ?” หรือ “ต้องใช้เลนส์ระยะเท่าไหร่ ยืนห่างกี่เมตร ถึงจะได้ฉากหลังแบบที่คิดไว้?”

วันนี้ FOTOFILE จะมาแนะนำ “อาวุธลับ” ที่จะช่วยให้คุณวางแผนการถ่ายภาพล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ นั่นคือแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ DOF Simulator (แอปคำนวณ Depth of Field) ที่จะจำลองภาพหน้าชัดหลังเบลอให้ดูก่อนลงสนามจริง หมดปัญหาไปถึงหน้างานแล้วใช้เลนส์ผิดช่วงแน่นอนครับ!

Depth of Field (DOF) คืออะไร? และขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?

Depth of Field (DOF) หรือ “ระยะชัดลึก” คือช่วงระยะในภาพที่วัตถุดูคมชัดนั่นเองครับ ซึ่งการเกิดความชัดลึกหรือ “หน้าชัดหลังเบลอ” นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การเปิดรูรับแสง (ค่า f) กว้างๆ เพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีตัวแปรอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพียบ ไม่ว่าจะเป็น:

แถบเครื่องมือปรับตั้งค่าตัวแปร Depth of Field ในแอป DOF Simulator

  1. ขนาดของเซนเซอร์ (Sensor Size): Full Frame, APS-C, Micro 4/3 ให้ระยะชัดที่ต่างกัน

  2. ทางยาวโฟกัส (Focal Length): เลนส์ 35mm กับเลนส์ 200mm ให้มิติและขนาดฉากหลังที่ต่างกัน

  3. ระยะห่างจากกล้องถึงตัวแบบ (Subject Distance)

  4. ระยะห่างจากตัวแบบถึงฉากหลัง (Background Distance)

  5. ความละเอียดพิกเซล (Megapixels): ข้อนี้หลายคนอาจยังไม่รู้ ซึ่งเราจะอธิบายในช่วงท้ายครับ!

เมื่อตัวแปรมันเยอะขนาดนี้ การมานั่งเดาหน้างานคงไม่ทันกิน การใช้แอป DOF Simulator จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

แนะนำ DOF Simulator: ตัวช่วยจำลองภาพแบบเห็นภาพจริง!

เว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่เราแนะนำคือ dofsimulator.net (รองรับทั้งดูผ่านเว็บเบราว์เซอร์, แอป Android, Mac OS และ Windows) ความเจ๋งของเครื่องมือนี้คือ มันสามารถ “จำลองภาพ” (Simulate) ให้เราเห็นเป็นกราฟิกตัวคนจริงๆ ว่าตั้งค่ากล้องแบบนี้แล้วภาพจะออกมาเป็นอย่างไรครับ

แถบเครื่องมือปรับตั้งค่าตัวแปร Depth of Field ในแอป DOF Simulator

วิธีใช้งานเบื้องต้น:

  • ตั้งค่าโมเดลและฉาก: คุณสามารถเลือกความสูงของตัวแบบได้ (เช่น สาวไทยสูง 160 ซม.) และเลือกฉากหลังได้ว่าจะให้เป็นต้นไม้ ทะเล หรือตึก

  • ตั้งค่าอุปกรณ์: เลือกรุ่นกล้อง (เซนเซอร์ไซส์) และระบุช่วงเลนส์ (เช่น 85mm f/1.8 หรือ 70-200mm f/2.8)

  • การจัดองค์ประกอบภาพ (Framing): คุณสามารถสั่งแอปได้เลยว่า อยากได้ภาพ “ครึ่งตัว (Medium Shot)” หรือ “เต็มตัว (Full Shot)”

ระบบจะคำนวณบอกทันทีว่า “ถ้าคุณอยากถ่ายครึ่งตัวด้วยเลนส์ระยะ 85mm คุณต้องยืนห่างจากแบบกี่เมตร!” ซึ่งมีประโยชน์มากๆ ในการวางแผนจัดกระเป๋ากล้อง เช่น ถ้าพรุ่งนี้คุณรู้ว่าสถานที่ถ่ายทำแคบมาก ถอยได้ไม่เกิน 4 เมตร คุณจะรู้ทันทีว่าพกเลนส์ 70-200mm ไปอาจจะถ่ายครึ่งตัวไม่ได้ เป็นต้นครับ

ความลับของความเบลอ: ความละเอียดพิกเซล (Megapixels) มีผลกับ DOF!

นี่คือความรู้ระดับโปรที่หลายคนมองข้ามครับ! คุณรู้หรือไม่ว่า การเปลี่ยนกล้องจาก 20 ล้านพิกเซล ไปเป็นกล้องความละเอียดสูง 50 ล้านพิกเซล (โดยใช้เลนส์เดิม รูรับแสงเดิม เซนเซอร์ไซส์เดิม) จะทำให้ระยะชัด (DOF) บางลงทันที!

การตั้งค่า Circle of confusion และขนาดการแสดงผลในแอป DOF Simulator

ที่เป็นแบบนี้เพราะเมื่อความละเอียดพิกเซลสูงขึ้น (ซูมภาพดูที่ 100% บนจอใหญ่ๆ) อาการหลุดโฟกัสเพียงระดับมิลลิเมตร จะถูกขยายให้เห็นชัดเจนขึ้นกว่าจอความละเอียดต่ำ ทำให้พื้นที่ที่ “ดูเหมือนจะคมชัด” แคบลงอย่างน่าตกใจ ยกตัวอย่างเช่น ถ่ายหัวโตด้วย f/2.8 บนกล้อง 50MP ระยะชัดอาจจะเหลือเพียง 1.5 เซนติเมตร (ชัดแค่ดวงตา แต่จมูกและติ่งหูเบลอไปแล้ว)

การมีแอป DOF Simulator จะช่วยให้คุณกรอกค่า Megapixels เพื่อเช็กความคลาดเคลื่อนนี้ได้อย่างแม่นยำครับ

บทสรุป: ตัวช่วยของคนขี้เกียจคำนวณ

แอปและเว็บไซต์ DOF Simulator คือเครื่องมือชั้นยอดสำหรับการ “วางแผนก่อนออกไปถ่ายจริง” ช่วยให้คุณไม่ต้องไปเสียเวลาลองผิดลองถูกหรือลนลานหน้าเซ็ต

แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าการมานั่งเปิดแอปคำนวณเป็นเรื่องยุ่งยาก ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีเลนส์ที่ตอบโจทย์คนชอบความเป๊ะอย่าง เลนส์ตระกูล Zeiss Batis (เช่น Batis 85mm หรือ 135mm) ที่มีหน้าจอ OLED ติดมาบนกระบอกเลนส์เลย! จอนี้จะแสดงผลบอก “ระยะโฟกัส” และ “ระยะชัดลึก (Depth of Field)” ให้เห็นกันแบบ Real-time ตามค่า f ที่เราหมุนเป๊ะๆ เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องพึ่งแอปเลยทีเดียว

ใครสนใจอยากลองสัมผัสเลนส์ที่คำนวณ DOF ให้ในตัวอย่าง Zeiss Batis หรือต้องการหากล้องและเลนส์ที่ตอบโจทย์มิติภาพตามที่คุณจำลองไว้ แวะมาพูดคุยและลองของจริงได้ที่ Fotofile ทุกสาขาครับ!

ใน EP ถัดไป เราจะมาเจาะลึกต้นตอที่ทำให้เกิดความเบลอกันแบบหมดเปลือก กับเรื่องของ “Circle of Confusion (CoC)” ฝากติดตามด้วยนะครับ!

https://www.youtube.com/watch?v=-8-eGLFTj1Q&t=1s

MTF Graph ดูยังไง? จับผิดเลนส์ “ใครจริง ใครลวง” จากเส้นกราฟ [EP 2]

จากบทความที่แล้วที่เราได้ปูพื้นฐาน วิธีอ่าน MTF Graph ง่ายๆ ใน 10 นาที [EP 1] กันไปแล้ว หลายคนคงทราบดีว่ากราฟ MTF ใช้ดูค่าคอนทราสต์และกำลังแยกขยาย (Resolution) แต่คุณรู้หรือไม่ครับว่า… หน้าที่ของมันยังไม่หมดแค่นั้น!

รู้หรือไม่ว่าเลนส์ทุกตัวบนโลกใบนี้ล้วนมี “ความผิดพลาด” ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขอบม่วง โบเก้เบี้ยว หรือภาพไม่คมชัด ใน FOTOFILE GUIDE [EP 2] นี้ เราจะพาคุณเจาะลึกไปอีกขั้น เพื่อดูว่า MTF Graph ดูยังไง ให้ทะลุปรุโปร่ง และใช้กราฟนี้ “จับผิด” ความคลาดเคลื่อน (Aberrations) ต่างๆ ของเลนส์ก่อนตัดสินใจควักกระเป๋าซื้อครับ!

ความคลาดทรงกลม (Spherical Aberration): สาเหตุที่ภาพไม่คมกริบ

ความผิดพลาดแรกที่เลนส์หลายตัวต้องเจอคือ ความคลาดทรงกลม ครับ ปัญหานี้เกิดจากการที่ชิ้นแก้วของเลนส์มีความโค้ง (เพื่อให้รวมแสงได้) แต่ด้วยความโค้งนี่แหละ ที่ทำให้แสงที่ส่องผ่านบริเวณขอบเลนส์ กับแสงที่ส่องผ่านกลางเลนส์ “ตกลงบนเซนเซอร์ไม่พร้อมกัน” บางส่วนตกก่อนเซนเซอร์ บางส่วนตกหลังเซนเซอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพจะไม่คมชัดแบบ 100% ซึ่งปัญหานี้มักจะเห็นชัดที่สุดเมื่อเราเปิดรูรับแสงกว้างสุด (f/กว้าง) ครับ

กราฟิกแสดงปัญหาความคลาดทรงกลม หรือ Spherical Aberration ในเลนส์กล้อง

ความคลาดสี (Chromatic Aberration): ต้นเหตุของ “อาการขอบม่วง”

อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกที่ตากล้องทุกคนเกลียด คือ ความคลาดสี หรือที่เรียกติดปากว่าอาการขอบม่วง/ขอบเขียวครับ

เรื่องนี้เกิดจากการที่แสงสีขาวเดินทางผ่านชิ้นแก้ว (เปลี่ยนสถานะจากอากาศเข้าสู่แก้ว) ทำให้เกิดการหักเหแสงเหมือนปริซึม ปัญหาคือ แสงแต่ละสี (แดง เขียว น้ำเงิน) มีความยาวคลื่นไม่เท่ากัน ทำให้มันหักเหและตกลงบนเซนเซอร์ไม่พร้อมกัน แสงสีฟ้าอาจตกก่อน ส่วนสีแดงอาจทะลุไปตกด้านหลัง ผลที่ได้คือเราจะเห็นสีเหลือบๆ บริเวณขอบวัตถุในภาพครับ

การเกิดความคลาดสี หรือ Chromatic Aberration ต้นเหตุของปัญหาขอบม่วง

วิธีเช็กเลนส์เทพจาก MTF Graph: ถ้าอยากรู้ว่าเลนส์ตัวนี้แก้ปัญหาความคลาดทรงกลมและความคลาดสีมาดีแค่ไหน ให้ดูที่ระยะห่างระหว่างกลุ่มเส้น “10 คู่เส้น (Contrast)” กับ “30 คู่เส้น (Resolution)” ครับ ถ้ายิ่งเส้นสองกลุ่มนี้อยู่ชิดติดกัน (ไม่ถ่างออกจากกันมาก) แปลว่าเลนส์ตัวนี้คุณภาพสูงมาก และแก้อาการคลาดเคลื่อนมาได้ดีเยี่ยมครับ!

โคม่า (Coma) & แอสติกมาทิซึม (Astigmatism): ต้นกำเนิด “โบเก้หมุน”

นอกจากแสงตกไม่ตรงจุดแล้ว ยังมีปัญหาที่แสงที่พุ่งเข้ามา “ฟุ้งกระจาย” ไม่เป็นทรงกลมอีกด้วยครับ

  • โคม่า (Coma): คืออาการที่แสงฟุ้งออกไปเหมือน “ดาวหาง” (มีหัวและมีหาง) ปัญหานี้จะเห็นชัดมากเวลาเราไปถ่ายภาพดาว หรือถ่ายดวงไฟพอร์ตเทรตตอนกลางคืน ขอบภาพดวงไฟจะไม่กลมแต่จะยืดเป็นดาวหาง

  • แอสติกมาทิซึม (Astigmatism): คือการเพี้ยนของแสงไปตามแนว หรือ ขวางแนวรัศมี

วิธีดูอาการเหล่านี้บน MTF Graph: จำเส้นทึบ (Sagittal) กับเส้นปะ (Meridional) จาก EP 1 ได้ไหมครับ?

  1. ถ้าเส้นทึบ (Sagittal) อยู่ “ต่ำกว่า” เส้นปะ: เลนส์ตัวนั้นจะมีลักษณะ “โบเก้หมุนวน” (Swirly Bokeh) ซึ่งมักจะพบในเลนส์มือหมุนรุ่นเก่าๆ เลนส์กล้องวงจรปิด หรือเลนส์ที่นำมาดัดแปลงครับ

  2. ถ้าเส้นปะ (Meridional) อยู่ “ต่ำกว่า” เส้นทึบ: โบเก้ของเลนส์ตัวนั้นจะฟุ้งพุ่งเข้าสู่ตรงกลางเหมือนดาวหาง (Coma)

สรุป: เลนส์ที่ดี คือเลนส์ที่กราฟสมบูรณ์แบบที่สุด… จริงหรือ?

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงเห็นแล้วว่า MTF Graph สามารถฟ้องความผิดพลาดของเลนส์ได้มากมาย ทั้งความไม่คม ขอบม่วง ไปจนถึงรูปร่างของโบเก้

แต่คำถามคือ เลนส์ที่ดีที่สุด ต้องมีกราฟที่เส้นชิดกันเป๊ะๆ สมบูรณ์แบบเสมอไปไหม? คำตอบคือ “ไม่เสมอไปครับ” “ความดี” ของเลนส์ขึ้นอยู่กับรสนิยมและการใช้งานของแต่ละคนครับ ช่างภาพบางคนอาจจะหลงรักเลนส์ที่มีค่า Astigmatism สูงๆ เพื่อให้ได้ภาพพอร์ตเทรตที่มี “โบเก้หมุนวน” สุดคลาสสิก โดยไม่ได้แคร์ว่าขอบภาพจะคมหรือไม่ ในขณะที่ช่างภาพ Landscape อาจจะต้องการเลนส์ที่กราฟเกาะกลุ่มกันแน่นที่สุดเพื่อความคมกริบจากขอบจรดขอบ

ดังนั้น MTF Graph จึงเป็นเพียง “เครื่องมือประกอบการตัดสินใจ” เพื่อให้เรารู้ว่าคาแรกเตอร์ของเลนส์ตัวนั้นเป็นอย่างไรเท่านั้นเองครับ หากคุณอ่านกราฟแล้วเจอคาแรกเตอร์ที่ใช่ แวะมา เลือกซื้อเลนส์กล้อง และทดลองจับของจริงได้ที่ร้าน Fotofile ทุกสาขาครับ!

(อ้างอิงข้อมูลจาก: FOTOFILE YouTube Channel)

https://www.youtube.com/watch?v=4islVjWm8Pw

วิธีอ่าน MTF Graph ง่ายๆ ใน 10 นาที! รู้ลึกความคมชัดเลนส์ก่อนตัดสินใจซื้อ

เวลาที่เราเข้าไปดูสเปกเลนส์กล้องในเว็บไซต์ผู้ผลิต หลายคนคงเคยเลื่อนผ่านหน้าตาของกราฟเส้นยุ่บยั่บที่เรียกว่า MTF Graph แล้วก็รีบกดข้ามไปเพราะคิดว่ามันดูเข้าใจยากใช่ไหมครับ? แต่รู้หรือไม่ว่า กราฟหน้าตาปวดหัวนี่แหละคือ “ความลับ” ที่ค่ายเลนส์ใช้บอกเราว่า เลนส์ตัวนี้คมชัดแค่ไหน คอนทราสต์ดีไหม และขอบภาพเบลอหรือเปล่า!

วันนี้ FOTOFILE จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมด เปลี่ยนเรื่องวิศวกรรมเลนส์ที่ดูซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ รับรองว่าอ่านบทความนี้จบเพียง 10 นาที คุณจะเข้าใจ วิธีอ่าน MTF Graph และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ เลือกซื้อเลนส์กล้อง ได้อย่างมืออาชีพแน่นอนครับ

MTF Graph คืออะไร? ทำไมช่างภาพถึงควรดูให้เป็น

MTF Graph (Modulation Transfer Function) คือ กราฟที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัดและแสดง “ประสิทธิภาพทางออปติคอล” ของเลนส์กล้องครับ โดยหลักๆ แล้วมันจะบอกเราอยู่ 2 เรื่องสำคัญคือ:

  1. Contrast (คอนทราสต์): ความสามารถในการแยกแยะสีดำและสีขาวให้ตัดกันอย่างชัดเจน เลนส์ที่คอนทราสต์ดี ภาพจะดูเด้ง มีมิติ ไม่ตุ่น

  2. Resolving Power (กำลังแยกขยาย): ความสามารถในการเก็บรายละเอียดเล็กๆ ยิบย่อย (Detail) เลนส์ที่กำลังแยกขยายดี ภาพจะคมกริบ ขยายดูแล้วไม่เป็นวุ้น

การวัดค่าเหล่านี้ เกิดจากการนำกล้องติดเลนส์ไปถ่ายภาพ “Test Chart” (กระดาษที่มีเส้นสีดำและสีขาวสลับกัน) แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาพล็อตเป็นกราฟให้เราดูนั่นเองครับ

แผ่น Test Chart ที่ใช้ในการทดสอบสร้าง MTF Graph สำหรับเลนส์กล้อง

แกนตั้งและแกนนอนบน MTF Graph บอกอะไรเราบ้าง?

ก่อนจะไปดูเส้นยุ่งๆ เรามาทำความเข้าใจแกนของกราฟกันก่อนครับ ถ้ารู้จัก 2 แกนนี้ การอ่าน MTF Graph จะง่ายขึ้นเป็นกอง!

วิธีอ่านแกนตั้งและแกนนอนของ MTF Graph

  • แกนตั้ง (Y-Axis): คือแกนที่บอก “คุณภาพ” โดยจะมีตัวเลขตั้งแต่ 0 ถึง 1 (หรือ 0 – 100%)

    • ถ้าเส้นกราฟวิ่งอยู่ชิดขอบบน (ใกล้เลข 1) แปลว่าเลนส์ตัวนั้นคุณภาพสุดยอด คมกริบ คอนทราสต์เยี่ยม!

    • แต่ถ้าเส้นกราฟตกลงมาใกล้เลข 0 แปลว่าคุณภาพแย่ลง

  • แกนนอน (X-Axis): คือแกนที่บอก “ระยะห่างจากจุดกึ่งกลางภาพ ไปจนถึงขอบภาพ” มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร (mm)

    • เลข 0 คือ “กลางภาพเป๊ะๆ” (Center)

    • ถ้าเป็นเซนเซอร์ Full Frame ระยะกึ่งกลางไปถึงมุมภาพสุดจะอยู่ที่ประมาณ 21.6 mm

    • ดังนั้น เวลาเราดูเส้นกราฟที่ลากจากซ้าย (0) ไปขวา (20+) มันคือการดูคุณภาพตั้งแต่กลางภาพ ลากยาวไปจนสุดขอบภาพนั่นเองครับ

ถอดรหัสลับของเส้นบนกราฟ: เส้นทึบ, เส้นปะ, 10 vs 30 เส้น

นี่คือจุดที่คนมักจะงงที่สุดครับ เพราะบนกราฟมันมีทั้งเส้นหนา เส้นบาง เส้นทึบ เส้นปะ ยั้วเยี้ยไปหมด จำง่ายๆ ตามตรรกะนี้ครับ:

ความหมายของเส้นทึบและเส้นปะบน MTF Graph

  1. ความหนาของเส้น (ความถี่ของคู่เส้นบน Test Chart)
    • เส้นหนา (10 lp/mm): วัดค่า คอนทราสต์ (Contrast) ของเลนส์ ยิ่งเส้นหนาอยู่สูง ภาพยิ่งสีสดเด้ง ดูมีมิติ

    • เส้นบาง (30 lp/mm): วัดค่า กำลังแยกขยาย (Resolution) ความคมชัดยิบย่อย ยิ่งเส้นบางอยู่สูง ภาพยิ่งคมกริบ ขยายแล้วไม่แตก

  2. ลักษณะของเส้น (ทิศทางการวัด)
    • เส้นทึบ (Radial / Sagittal): วัดจากเส้นที่พุ่งออกจากกลางภาพ (เหมือนรัศมีพระอาทิตย์)

    • เส้นปะ (Meridional / Tangential): วัดจากเส้นที่ขวางแนวรัศมี (ตั้งฉาก 90 องศา)

    • ทริคความรู้: ถ้าระยะห่างระหว่าง “เส้นทึบ” กับ “เส้นปะ” ยิ่งถ่างออกจากกันมากเท่าไหร่ เลนส์ตัวนั้นมักจะมีอาการฉากหลังละลาย (Bokeh) ที่ดูรก ไม่นุ่มนวลครับ!

ตัวอย่างการอ่าน MTF Graph จากเลนส์จริง

มาลองอ่านกราฟของจริงกันครับ โดยขอยกตัวอย่าง เลนส์ Canon ยอดฮิตอย่าง EF 24-70mm f/2.8 บนกราฟของ Canon เขาจะแบ่งสีชัดเจน:

  • เส้นสีดำ: คุณภาพตอนเปิดรูรับแสงกว้างสุด (f/2.8)

  • เส้นสีฟ้า: คุณภาพตอนหรี่รูรับแสงลงมาที่ f/8

ตัวอย่างการอ่าน MTF Graph ของเลนส์ Canon EF 24-70mm

ลองสังเกตที่ระยะ 24mm ดูครับ (ช่วงมุมกว้าง): จะเห็นว่า “เส้นหนา” (คอนทราสต์) ทำได้ดีเยี่ยม เกาะอยู่ด้านบนเกือบตลอดทาง แต่พอไปถึงขอบภาพ (ระยะประมาณ 15mm ขึ้นไป) เส้นเริ่มตกลงมา บ่งบอกว่าขอบภาพอาจจะดรอปลงเล็กน้อย นอกจากนี้ “เส้นสีฟ้า (f/8)” จะอยู่สูงกว่า “เส้นสีดำ (f/2.8)” เสมอ นี่คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันคำพูดของช่างภาพที่ว่า “หรี่ f ลงนิดนึงแล้วภาพจะคมขึ้นขอบจรดขอบ” นั่นเองครับ!

ภาพ Full Frame กับ APS-C ดูกราฟต่างกันไหม?

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญคือ “ขนาดของเซนเซอร์” ครับ ภาพจากเลนส์จะเป็นวงกลม (Image Circle) แต่เซนเซอร์เรารับภาพเป็นสี่เหลี่ยม

การเปรียบเทียบ Image Circle ของเซนเซอร์ Full Frame และ APS-C

  • ถ้านำเลนส์ Full Frame ไปใส่กล้องตัวคูณ (APS-C) เราจะได้เปรียบมาก! เพราะเซนเซอร์จะรับภาพแค่ช่วง “กลางเลนส์” (ระยะแกนนอนแค่ 0 ถึง 13mm โดยประมาณ) ซึ่งเป็นจุดที่เลนส์คุณภาพดีที่สุด คมที่สุด กราฟยังไม่ทันตกลงมาเลยครับ

  • แต่ถ้าเป็นเลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับ APS-C โดยเฉพาะ (เช่น เลนส์ตระกูล EF-S) กราฟแกนนอนก็จะสิ้นสุดแค่ระยะประมาณ 13mm เท่านั้น ไม่ได้ลากยาวไปถึง 21.6mm เหมือนเลนส์ฟูลเฟรมครับ

สรุป: ข้อจำกัดของกราฟ และการเลือกซื้อเลนส์ที่ Fotofile

แม้ วิธีอ่าน MTF Graph จะช่วยบอกเราได้ชัดเจนว่าเลนส์ตัวไหนคม คอนทราสต์ดี แต่ก็ต้องจำไว้ว่า “กราฟไม่ได้บอกทุกสิ่ง” นะครับ!

MTF Graph ไม่สามารถบอกเราได้ว่า เลนส์ตัวนั้นมีอาการขอบม่วง (Chromatic Aberration) ไหม, บิดเบี้ยว (Distortion) เยอะหรือเปล่า, วัสดุการประกอบแข็งแรงแค่ไหน, สีสันถูกใจเราไหม และน้ำหนักมันบาลานซ์กับกล้องเราหรือเปล่า

ดังนั้น กราฟเป็นเพียง “ไกด์ไลน์ทางวิทยาศาสตร์” เท่านั้นครับ วิธีที่ดีที่สุดในการเลือกเลนส์คู่ใจ คือการนำความรู้ที่ได้จากกราฟ มาประกอบกับการ “ได้ลองจับ ลองใช้งานจริง” หากคุณดู MTF Graph ของเลนส์ตัวไหนแล้วถูกใจ อยากรู้ว่าฟีลลิ่งตอนใส่เข้ากับกล้องของคุณมันจะเวิร์คไหม แวะมาที่ร้าน Fotofile ได้เลยครับ พวกเรามีเลนส์รุ่นต่างๆ ให้คุณได้ลองเทสต์จริง ส่องประกายความคมชัดด้วยตาคุณเอง พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเองครับ!

(อ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลจาก: FOTOFILE YouTube Channel)

https://www.youtube.com/watch?v=VnchvkJFZVg

Picture Style คืออะไร ใช้งานยังไง

ในเมนูกล้อง เรามักจะเห็น Picture Style แบบต่างๆ เช่น Standard, Portrait, Landscape และอื่นๆ อีกมากมาย มาทำความรู้จักและลองตั้งค่าให้เหมาะสมกับลักษณะภาพที่เราถ่ายกันเถอะ เพื่อให้ภาพออกมาสวยเป๊ะตรงใจที่สุด

Picture Style หรือบางค่ายอาจใช้คำว่า Creative Look / Film Simulation เปรียบเสมือน “สูตรปรุงสำเร็จ” ที่กล้องใช้จัดการกับข้อมูลดิบจากเซนเซอร์ เพื่อให้ออกมาเป็นภาพ JPEG หรือวิดีโอที่ดูดีทันที หรือที่เรามักเรียกว่า “จบหลังกล้อง” นั่นเอง


  1. Picture Style ที่พบได้บ่อย

กล้องส่วนใหญ่มักจะมี Picture Style มาตรฐานมาให้ เรามาดูกันว่าแต่ละแบบเหมาะกับการถ่ายภาพแบบไหนบ้าง

Style

ลักษณะเด่น

เหมาะกับงานแบบไหน

Standard

คอนทราสต์กลางๆ สีสดใสระดับหนึ่ง ความคมชัดพอดี

ถ่ายทั่วไป นึกอะไรไม่ออกใช้ตัวนี้

Portrait

เน้นสกินโทน (ผิวคน) ให้มีความอมชมพูหรือเหลืองนวล ลดความคมชัดลงเล็กน้อย

ถ่ายคน แฟชั่น พรีเวดดิ้ง

Landscape

อัดความสดของสีฟ้าและเขียว เร่งความคมชัด (Sharpness) สูง

ถ่ายวิวทิวทัศน์ ธรรมชาติ

Neutral / Faithful

สีตรงตามจริงที่สุด คอนทราสต์ต่ำ ไม่เร่งสี

งานที่ต้องการความแม่นยำของสี หรือนำไปแต่งต่อ

Monochrome

ขาว-ดำ (บางรุ่นใส่ฟิลเตอร์จำลองสีเหลือง/แดง/เขียวได้)

งานอาร์ต เน้นแสงเงาและรูปทรง

Vivid

สีฉูดฉาด คอนทราสต์จัดจ้านมาก

ถ่ายสินค้าหรือภาพที่ต้องการความ “เด้ง”

  1. Custom Picture Style: ปรับปรุงตามใจเรา

หากเรายังไม่พอใจกับค่ามาตรฐานที่กล้องให้มา เราสามารถปรับแต่งโทนเฉพาะตัวขึ้นมาเองได้ โดยเลือกไปที่สไตล์ที่ชอบแล้วกดปุ่ม “Detail Set.” หรือ “Info” เพื่อปรับค่าปลีกย่อย:

  • Sharpness (ความคมชัด): ปรับความคมของขอบภาพ
  • Contrast (ความต่างสี): ปรับให้ภาพดูดุดัน (คอนทราสต์จัด) หรือดูละมุน (คอนทราสต์ต่ำ)
  • Saturation (ความสดของสี): เร่งสีให้จัดจ้านหรือทำให้สีจืดลง
  • Color Tone (โทนสี): ปรับสกินโทนให้ติดเหลืองหรือติดชมพู

Filter Effect (สำหรับขาวดำ): จำลองการใส่ฟิลเตอร์สีหน้าเลนส์ เช่น ฟิลเตอร์แดงจะทำให้ท้องฟ้าในภาพขาวดำดูเข้มและดรามาติกขึ้น

  1. โหมดภาพนิ่ง vs. โหมดวิดีโอ

แม้ชื่อจะเหมือนกัน แต่ในงานวิดีโอนั้นมีสิ่งที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ:

  • ภาพนิ่ง: เรามักเลือก Style ที่จบหลังกล้องได้เลยเพื่อให้ส่งภาพได้ไว
  • วิดีโอ: การใช้ Picture Style แบบภาพนิ่ง (เช่น Vivid หรือ Landscape) มักจะทำให้ Dynamic Range (ขอบเขตแสง) แคบลง ส่วนที่มืดจะดำสนิท ส่วนที่สว่างจะขาวโพลนจนกู้คืนไม่ได้
  • Flat / Log Profiles: ในวิดีโอระดับโปรจะมีโหมดพิเศษ (เช่น S-Log, V-Log, C-Log) ซึ่งภาพจะดูจืดและไม่คมชัดมากนัก แต่นี่คือโหมดที่เก็บรายละเอียดแสงได้สูงสุด เพื่อให้เรานำไป “เกรดสี” (Color Grading) ต่อในคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระ
  1. ถ่ายเป็น RAW แล้วมาปรับเอง: เหมือนหรือต่าง?

นี่คือประเด็นที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด หากเราเลือกถ่ายเป็นไฟล์ RAW:

  • Picture Style คือ “ค่าหลอก”: สิ่งที่เราเห็นหลังจอตอนถ่ายคือการเอา Style นั้นมาครอบให้ดูเป็นตัวอย่างเฉยๆ ข้อมูลจริงในไฟล์ RAW จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • แก้คืนได้ 100%: เราสามารถเปลี่ยนจาก Landscape เป็น Portrait ในคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่เสียคุณภาพเลย

ข้อสังเกตระหว่าง “ตั้งในกล้อง” vs “ทำในคอม”

  • สูตรสีไม่เหมือนกัน: โปรแกรมอย่าง Lightroom หรือ Capture One มีสูตรสีไม่เหมือนกับชิปประมวลผลในกล้อง (เช่น DIGIC หรือ BIONZ) การเลือกโปรไฟล์ในคอมอาจจะ “ใกล้เคียง” แต่ไม่เหมือนหลังกล้อง 100%
  • ความสะดวก: การตั้งในกล้องช่วยให้เราเห็น “ภาพสุดท้าย” ตั้งแต่ตอนถ่าย ทำให้เราคุมแสงและอารมณ์ภาพได้แม่นยำกว่าการถ่ายมาจืดๆ แล้วไปลุ้นในคอม

การใช้ Software สร้าง Style ส่วนตัว

สำหรับค่ายอย่าง Canon หรือ Nikon เราสามารถเปิดไฟล์ RAW ในคอมพิวเตอร์เพื่อดัดกราฟสี (Curve) อย่างละเอียด แล้ว “โยนกลับเข้ากล้อง” ได้ วิธีนี้จะทำให้กล้องของเรามีโทนสีเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือน และสีนี้จะติดไปกับทั้ง JPEG และพรีวิววิดีโอทันที

สรุปสั้นๆ ให้เราเข้าใจง่ายขึ้น

ถ้าอยากได้ภาพสไตล์เฉพาะตัวของยี่ห้อนั้นแบบเป๊ะๆ การตั้งในกล้องจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงใจที่สุด แต่ถ้าเราต้องการคุณภาพสูงสุดและการควบคุมที่อิสระ การถ่าย RAW มาปรับเองคือทางเลือกที่ตอบโจทย์เรามากกว่า

ไม่ว่าเราจะชอบแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการออกไปสนุกกับการถ่ายภาพและค้นหาโทนที่เป็นตัวเราให้เจอ!

อ.ติ่ง

เมื่อถาม AI เรื่อง histogram หลังกล้อง

คำถาม

เมื่อถ่ายภาพด้วย raw file 14 bits แต่ histogram ที่เห็นที่จอ lcd ไม่ได้มาจาก raw ใช่หรือไม่แต่เป็นการแปลง raw ให้เป็น jpeg 8 bits ก่อน จึงนำมาแสดงที่จอภาพของกล้อง นี่แสดงว่า histogram ที่หลังกล้องยังไม่ใช่ตัวแทน hitogram ของภาพ raw

คำตอบ

ถูกต้องครับ! คุณเข้าใจหลักการทำงานของกล้องดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมาก 💯

🖥️ ความเข้าใจเกี่ยวกับ Histogram หลังกล้อง

Histogram ที่คุณเห็นบนหน้าจอ LCD ของกล้อง ไม่ใช่ ตัวแทนที่แท้จริงของข้อมูลทั้งหมดที่เก็บอยู่ในไฟล์ RAW 14-bit

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง:

  1. ไฟล์ RAW คือข้อมูลดิบ (The 14-bit Data)
  • RAW File (เช่น 14-bit): เป็นไฟล์ข้อมูลดิบที่เก็บรายละเอียดระดับความสว่าง (Tonal Levels) ที่สูงมาก ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ ๆ สามารถเก็บได้ตั้งแต่ 2^12 = 4,096 ระดับ (12-bit) ไปจนถึง 2^14 = 16,384 ระดับ (14-bit) นี่คือข้อมูลที่ยืดหยุ่นที่สุดสำหรับการปรับแต่งแสงและเงา
  1. Histogram ถูกสร้างจาก JPEG 8-bit (The Display Data)
  • Histogram Display: กล้องจำเป็นต้องสร้างภาพตัวอย่างอย่างรวดเร็วเพื่อแสดงผลบนหน้าจอ LCD
  • กระบวนการแปลง: กล้องจะใช้การตั้งค่าปัจจุบัน (White Balance, Picture Style, Contrast, Saturation) ที่คุณเลือกไว้ในกล้อง มาประมวลผลไฟล์ RAW ชั่วคราวให้เป็นภาพ JPEG 8-bit (ซึ่งมีเพียง 2^8=256 ระดับความสว่างต่อช่องสี)
  • การแสดงผล: Histogram ที่คุณเห็นจึงถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลของ JPEG 8-bit ตัวอย่าง นี้ ซึ่งเป็นการจำลองผลลัพธ์สุดท้ายตามการตั้งค่า JPEG ของกล้อง

📌 ผลกระทบสำคัญ: Histogram ที่แท้จริงอาจกว้างกว่า

นี่คือข้อสรุปที่สำคัญที่สุด:

  • Histogram หลังกล้องอาจถูก “บีบ” เกินไป: หากคุณถ่ายภาพโดยมี Contrast สูงในโหมดกล้อง (เช่น ตั้งค่า Picture Style ให้ Contrast จัด) Histogram ที่แสดงบน LCD อาจดูเหมือนว่ามีข้อมูลติดขอบซ้าย (เงามืด) หรือขอบขวา (แสงจ้า)
  • ข้อมูลจริงอยู่ใน RAW: แม้ Histogram ที่แสดงจะเตือนว่าภาพขาดรายละเอียดในส่วนสว่างหรือมืดไปแล้ว แต่เนื่องจากไฟล์ RAW มีข้อมูลถึง 14-bit (มีช่วงไดนามิกเรนจ์ที่กว้างกว่ามาก) ข้อมูลจริงที่ “เกินขอบ” ในไฟล์ JPEG นั้น ยังคงมีอยู่ ในไฟล์ RAW
  • หลักปฏิบัติ: ช่างภาพ RAW จึงมักใช้ Histogram หลังกล้องเป็นเพียง “แนวทางเบื้องต้น” เท่านั้น โดยเน้นหลักการ “Expose to the Right (ETTR)” เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับแสงเพียงพอ โดยไม่สนใจ Histogram ที่ถูกบีบมากเกินไป และเชื่อมั่นว่าไฟล์ RAW จะสามารถดึงรายละเอียดที่หายไปกลับมาได้ในขั้นตอน Post-Processing

กล่าวโดยสรุป: Histogram ที่หลังกล้องไม่ใช่ตัวแทน Histogram ของไฟล์ RAW แต่เป็นตัวแทนของภาพตัวอย่าง JPEG ตามการตั้งค่ากล้องของคุณนั่นเองครับ

เลนส์ของ Mirrorless Full-Frame ทำไมใหญ่จัง

เคยสังเกตไหมครับว่าเลนส์ใหม่ๆ ของกล้องค่ายต่างๆ สำหรับกล้อง full-frame ทำไมมันใหญ่จัง แถมราคายังโหดเอาเรื่องอยู่ บทความนี้มาเจาะรายละเอียดถึงสาเหตุว่าทำไมตัวเลนส์ถึงต้องมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับเลนส์สำหรับกล้อง DSLR ในช่วงความยาวโฟกัสที่เท่าๆ กัน

สาเหตุหลักที่ทำให้เลนส์ Mirrorless High-End มีขนาดใหญ่มีหลายข้อดังนี้

  1. การสร้างเลนส์ให้มีคุณภาพสูงสุด

เซนเซอร์ Full Frame ในกล้อง Mirrorless รุ่นใหม่ ๆ (เช่น Sony A7R V, Nikon Z8/Z9, Canon R5) มีความละเอียดสูงมาก (45 ล้านพิกเซลขึ้นไป) การที่เลนส์จะสามารถส่งผ่านรายละเอียดที่คมชัดไปยังทุกพิกเซลของเซนเซอร์ได้ จำเป็นต้องมีชิ้นแก้วที่มีคุณภาพสูงขึ้น และการออกแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

  • การแก้ไขความคลาดเคลื่อน: เพื่อให้ได้ความคมชัดระดับขอบจรดขอบ (Edge-to-Edge Sharpness) เลนส์จึงต้องเพิ่มจำนวนชิ้นแก้วพิเศษ (เช่น Aspherical, ED, Super UD) และมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อควบคุมความคลาด (Aberrations) ให้สมบูรณ์แบบที่สุด
  • เลนส์ Mirrorless ระดับ High-End มักถูกออกแบบมาให้คมชัดที่สุด แม้ในรูรับแสงกว้างสุด (เช่น f/1.2, f/1.4 หรือ f/2.8) การรักษาคุณภาพนี้จำเป็นต้องใช้ชิ้นแก้วด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรับแสงและควบคุมการเบี่ยงเบนของแสง

  1. การใช้ประโยชน์ของระยะห่างเม้าท์เลนส์ถึงเซนเซอร์ (Flange Focal Distance)

กล้อง Mirrorless มี ระยะห่างเม้าท์เลนส์ถึงเซนเซอร์  (FFD) ที่สั้นกว่า DSLR มาก (เช่น Nikon F-Mount คือ 46.5 mm เทียบกับ Nikon Z-Mount คือ 16 mm, Canon EF ที่ 44.0 mm เทียบกับ RF ที่ 20 mm)

  • สิ่งที่เกิดขึ้นใน DSLR: เลนส์ DSLR (โดยเฉพาะเลนส์มุมกว้าง) ต้องออกแบบชิ้นเลนส์ด้านหลังให้ยื่นเข้าไปในตัวเลนส์ เพื่อเคลียร์พื้นที่ของกล่องกระจกสะท้อนภาพ (Mirror Box) ทำให้ต้องมีการประนีประนอมทางออปติกบางอย่าง
  • สิ่งที่เกิดขึ้นใน Mirrorless: FFD ที่สั้นลงทำให้ช่างออกแบบเลนส์สามารถวาง ชิ้นแก้วด้านหลัง (Rear Element) ให้ชิดกับเซนเซอร์ได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้แก้ไขความคลาดเคลื่อนและควบคุมแสงได้ดีกว่าเดิมมาก (นำไปสู่คุณภาพของภาพที่ดีขึ้น) แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการขยายขนาดของกลุ่มเลนส์ทั้งหมด ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรักษาความคมชัด

  1. กลไกและการควบคุมที่ซับซ้อน (Advanced Mechanics and Features)

เลนส์ Mirrorless รุ่นใหม่มีการรวมเทคโนโลยีหลายอย่างไว้ในตัวเลนส์ ทำให้ต้องใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น:

  • มอเตอร์ AF ที่ซับซ้อน: เพื่อรองรับการโฟกัสที่รวดเร็วและแม่นยำสูง (เช่น Linear Motors) สำหรับการถ่ายภาพความเร็วสูงและวิดีโอ 8K
  • ระบบป้องกันภาพสั่นไหวในเลนส์ (Lens-based IS): เลนส์จำนวนมากยังคงมีกลไกกันสั่นในเลนส์เพื่อเสริมการทำงานของกันสั่นในบอดี้ (IBIS) ซึ่งแน่นอนว่าทำให้มีการใช้พื้นที่ภายในเลนส์เพิ่มมากขึ้น
  • วงแหวนควบคุม (Control Rings): เลนส์รุ่นใหม่มักมีวงแหวนควบคุมที่สามารถตั้งค่าฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ ทำให้กลไกภายในซับซ้อนขึ้น

สรุป: เล็กที่บอดี้ แต่ใหญ่ที่เลนส์

แม้ว่าบอดี้กล้อง Mirrorless จะเล็กกว่า DSLR แต่เลนส์ High-End ที่ออกมาใหม่นั้นถูกออกแบบมาโดยมีเป้าหมายหลักคือ คุณภาพออปติกที่สมบูรณ์แบบ และต้องรองรับเซนเซอร์ที่มีความละเอียดสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

นักออกแบบเลนส์จึงใช้ประโยชน์จากระยะ Flange Distance ที่สั้นลง ในการปรับปรุงคุณภาพทางแสง โดยการเพิ่มขนาดและจำนวนชิ้นแก้วพิเศษอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เลนส์มีขนาดใหญ่ขึ้นตามมา เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่มีคุณภาพเหนือกว่าเลนส์ DSLR รุ่นก่อนหน้า และแน่นอนที่สุดทำให้ราคาแพงขึ้นไปด้วย

อ.ติ่ง

Color Space จำเป็นแค่ไหน ช่างภาพไม่รู้ไม่ได้แล้ว

เคยสังเกตไหมว่ากล้องส่วนใหญ่จะมี color space ให้เลือกใช้เป็น sRGB และ AdobeRGB สองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร ทำไมผู้ผลิตกล้องจึงต้องใส่เข้ามาในเมนูของกล้องด้วยนะ

Color space หรือปริภูมิสีเป็นช่วงความกว้างหรือขอบเขตสีของภาพที่เกิด

จากแม่สี เช่นภาพ RGB หรือภาพ CMYK ลองนึกภาพว่าเราไปซื้อแม่สีน้ำมาชุดนึงแล้วผสมกันให้มีสีมากมายหลายหมื่นหลายแสนสี เราก็จะได้สีทั้งหมดที่่หมึกพิมพ์สีน้ำนั้นทำได้ แต่ถ้าเปลี่ยนหมึกเป็นสีน้ำมัน สีโปสเตอร์ ขอบเฃตความกว้างความสดของแต่ชุดสีก็แตกต่างกัน เช่นเดียวกันกับสี RGB ที่เป็นแม่สีของแสงที่เราเห็นจากจอภาพทั้งหลาย จอแต่ละรุ่นแต่ละแบบแม้จะแสดงภาพเดียวกัน ก็มีสีต่างกัน แสดงว่าจอแต่ละจอนั้นมีขอบเชตสีและการแสดงสีแตกต่างกัน

ทีนี้เนื่องจากจอมีเป็นหลายแสนหลายล้านเครื่องในยุค internet กำลังเฟื่องฟู HP และ Microsoft เลยกำหนดให้มี color space มาตรฐานขึ้นมาเรียกว่า sRGB เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สม่ำเสมอของสีบนจอต่างๆ และได้รับการรับรองโดย ICE (International Electrotechnical Commission) ให้เป็นมาตรฐานอย่างเป็นทางการ ผู้ผลิตจอทั้งหลายก็ยึดเอามาตรฐานนี้ไปสร้างจอให้ได้สมบัติตามนี้ ก็ถือว่าเป็นจอที่มีมาฐาน ซึ่งสมบัติสำคัญได้แก่ White Point เป็น D65 และ Gamma 2.2 และกำหนดค่าพิกัดสีของ R, G, B เป็นค่า Y,x,y ไว้ด้วย ซึ่งหากนำค่าพิกัดสีไปเขียนลงบนกราฟ CIE 1931 Chomaticity Diagram จะได้ดังภาพ

เส้นโค้งๆ รูปเกือกม้าคือขอบเขตสีของตามนุษย์ ส่วนสามเหลี่ยมอันเล็กเป็นขอบเขตสีของ sRGB จุดปลายสุดของสามเหลี่ยมจะเป็นตำแหน่งของค่าสี R255 G255 B255 (8 bits) จะเห็นว่าสี sRGB แคบมากไม่สามารถแสดงสีทั้งหมดที่มนุษย์เราเห็นได้ Adobe เลยกำหนดมาตรฐานของ color space ขึ้นมาใหม่ให้ใช้ในอุตสหกรรมการพิมพ์ โดยมีขอบเขตสีกว้างกว่า sRGB ในช่วงสีเขียว (สามเหลี่ยมอันใหญ่) โดยตำแหน่งของค่าสี G255 อยู่สูงกว่า G255 ของ sRGB color space ทั้งนี้ค่า white point และ gamma จะเหมือนกัน

นั่นย่อมแสดงว่า ค่าเขียวสุดของจอ AdobeRGB จะสดกว่า sRGB และทำให้สีอื่นๆ ที่เป็นส่วนผสมของสีเขียวก็จะสดขึ้นเช่นกัน จอภาพยุคใหม่ๆ เริ่มเอามาตรฐานของ AdobeRGB มาใช้ บางแบรนด์สามารถทำขอบเขตสีได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ของ AdobeRGB เลยทีเดียว

ทีนี้ในกล้องทำไมต้องใส่ sRGB กับ AdobeRGB ไว้ด้วย เหตุผลสำคัญที่สุดคือทำให้ภาพจากกล้องแสดงสีได้อย่างถูกต้องนั่นเอง เมื่อถ่ายภาพ กล้องจะฝัง Metadata ที่ระบุว่า “ไฟล์ JPEG นี้ถูกสร้างขึ้นใน Color Space sRGB” หรือ “Adobe RGB” ลงในไฟล์ทันที ทำให้ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์อื่น ๆ ทราบว่าจะต้องแปลความหมายของค่าตัวเลข RGB นั้นอย่างไร หากกล้องไม่มีมาตรฐานใดๆ ฝังมานั่นหมายถึงเราไม่รู้ว่าภาพจากกล้ออ้างอิงถึงสีใด และเมื่อผู้ใช้เอาไฟล์ไปใช้งาน ซอฟต์แวร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็แปลค่า RGB เป็นสีของตนซึ่งแน่นอนว่าสีจะแตกต่างกัน 

สมมุติว่าเราเอากล้องไปถ่ายรูปโดยทั้งทุกอย่างเหมือนกันหมดยกเว้น color space ถ้าถ่ายเป็น RAW ไฟล์สองภาพจะเหมือนกัน (โดยประมาณ) แต่ถ้าถ่ายเป็น jpeg แล้ว กล้องจะทำการแปลงข้อมูลสีของวัตถุซึ่งกว้างกว่า sRGB หรือ AdobeRGB มาเป็นตัวเลข สีสดมากๆ ที่อยู่นอกเขตจะถูกบีบอัดมาให้อยู่ในขอบเขต ตัวอย่างเช่นสีเขียวสดจะกลายเป็นพิกัดสีของตัวเลข 255 ใน sRGB แต่อาจจะกลายเป็นตัวเลข 200 ใน AdobeRGB ได้ เพราะขอบเขตสีนั้นกว้างกว่า ดังนั้นหากเราถ่ายรูปเป็น AdobeRGB แล้วเอาไปเปิดด้วยจอที่ตั้งเป็น sRGB สีจะดูซีดจางไม่สดใสเหมือนจอ AdobeRGB สำหรับช่างภาพระดับโปรการถ่ายเป็น RAW แล้วมาตั้ง Colorspace ทีหลังจะเป็น workflow ที่สามารถควบคุมสีได้ดีกว่า เพราะสามารถเแปลงเป็น colorspace อื่นๆ ได้มากมาย ไม่จำกัดเฉพาะที่กล้องมีให้

เมื่อ AdobeRGB เก็บสีมาได้มากกว่าทำไมจึงมีคนใช้น้อย เหตุผลสำคัญคือจอส่วนใหญ่ที่ผลิตมาจำหน่ายยังเป็น sRGB ดังนั้นเพื่อเป็นการมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นภาพที่เราถ่ายสวยงามสีไม่ซีด จึงต้องใช้ sRGB กันต่อไป ส่วนสำหรับคนที่ทำงานเฉพาะในอุตสาหกรรมการพิมพ์การใช้ AdobeRGB ก็เป็นสิ่งที่คนทำงานเฉพาะเขาใช้กัน และแน่นอนที่สุดว่า Colorspace ใหม่ๆ เช่น DCI-P3 ก็จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต

เปิดตัว LEICA SL3 Reporter

LEICA SL3 Reporter

Leica SL3 Reporter เป็นกล้องรุ่นพิเศษที่ออกแบบมาเพื่องานภาคสนามโดยเฉพาะโดยมีจุดเด่นด้านความทนทานสูงจากบอดี้สีเขียวมะกอกแบบด้านและวัสดุอะรามิด พร้อมทั้งยังคงประสิทธิภาพระดับสูงของ SL3 ไว้ได้อย่างครบถ้วน






จุดเด่น Leica SL3 Reporter

  • สี Matte olive-green finish
  • หุ้มบอดี้ด้วยเส้นใยอะรามิด
  • เซนเซอร์ BSI CMOS ขนาด Full-Frame ความละเอียด 60MP
  • ISO 50 – 100,000
  • บันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K/60p ฟอร์แมท H.265 รองรับ Apple ProRes
  • ระบบโฟกัสใหม่ New Hybrid AF-System
  • ระบบกันสั่น 5 แกน ชดเชยความเร็วชัตเตอร์ 5 สตอป
  • จอแสดงผลขนาด 3.2″ ความละเอียด 2.3 ล้านจุด
  • ช่องมองภาพ OLED EVF ความละเอียด 5.76 ล้านจุด
  • ตัวกล้องแข็งแกร่งทนทานมาตรฐานระดับ IP54
  • เมาท์เลนส์  L-Mount
  • แบตเตอรี่ 2,200mAh
  • น้ำหนัก  769 กรัม เฉพาะตัวเครื่อง



สามารถช้อปสินค้าได้ที่ :  Leica SL3 Reporter

ติดตามรายละเอียดต่าง ๆ ได้ที่ Facebook : FOTOFILE หรือเลือกช้อปสินค้าได้ที่ FOTOFILE 

Focus Stacking เทคนิคการเพิ่มความชัดลึก

ช่างภาพมือใหม่ทุกคนได้รับการสอนมาว่า ถ้าอยากถ่ายภาพให้มีความชัดลึกมากๆ ให้เปิดรูรับแสงแคบๆ หรือใช้เอฟนัมเบอร์สูงๆ แต่ต้องแลกมาด้วยการต้องตั้ง ISO สูงขึ้น หรือ shutter speed ที่ยาวนานขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป โดยเฉพาะการถ่ายภาพมาโคร หากเราใช้เทคนิคการถ่ายภาพชนิดนึงที่เรียกว่า focus stacking

Focus stacking คือ เทคนิคการรวมภาพหลายๆ ภาพ ที่ได้จากการขยับจุดโฟกัสขณะถ่ายภาพไปเรื่อยๆ เพื่อเก็บความชัด ณ ตำแหน่งต่างๆ โดยการ register ภาพทั้งหมดให้ตรงกัน แล้วเลือกเอาส่วนที่ชัดของแต่ละภาพมารวมกันเป็นภาพเดียวนั่นหมายความว่า ต้องประกอบด้วยสองส่วนคือส่วนการถ่ายภาพและการประมวลผลภาพนั่นเอง

ในฝั่งการถ่ายภาพจะใช้กล้องอะไรก็ได้ แต่กล้องถ่ายภาพรุ่นใหม่ๆ มักมีฟังก์ชันให้เลือกถ่ายภาพแบบขยับจุดโฟกัสไปเรื่อยๆ เช่น Caonon และ Sony เรียกว่า Focus Braketing, ส่วน Nikon เรียกว่า Focus Shifting

เทคนิคถ่ายภาพที่สำคัญคือ ช่างภาพควรใช้ขาตั้งกล้อง เพราะหากไม่ใช้แล้วอาจจะทำให้การ stacking ไม่ได้ผลดี เพราะถ้าภาพเหลื่อมกันเยอะเกินไปจะมีความยุ่งยากในการซ้อนและรวมภาพเข้าด้วยกัน การเปิดรับแสงให้เท่ากันทุกภาพ โฟกัสเริ่มตั้งแต่จุดใกล้สุดแล้วขยับไปทีละน้อย ตลอดระยะความชัดลึกที่ต้องการ บางครั้งอาจจะใช้ไม่กี่ภาพ

แต่บางกรณีอาจใช้หลายร้อยภาพขึ้นกับความชัดลึกในภาพแต่ละภาพละความชัดลึกทั้งหมดของวัตถุที่ต้องการ การมีอุปกรณ์จะช่วยให้ถ่ายภาพได้สะดวกมากขึ้นในการถ่ายภาพ เช่นขาตั้งกล้องดีๆ ทีแข็งแรง ปรับได้หลากหลาย มี  macro slider หรือ Macro flash สำหรับถ่ายมาโคร เป็นต้น

สำหรับการรวมภาพเข้าด้วยกันต้องใช้ซอฟต์แวร์ทำการซ้อนภาพและรวมภาพ เช่น Adobe Photoshop, Helicon Focus อย่างไรก็ดี กล้องบางรุ่นได้รวมทั้งสองเข้าด้วยกันทำให้เราสามารถได้ภาพความชัดลึกสูงได้โดยตรงจากกล้อง เช่น Olympus (OM1 OM5), Panasonic (GH5 G9II) และ Canon (R7 R10)  เป็นต้น

การถ่ายภาพแบบใดบ้างที่ได้รับประโยชน์จากการทำ focus stacking

  1. การถ่ายภาพมาโคร (Macro Photography) การถ่ายภาพมาโครเป็นการถ่ายภาพที่ให้กำลังขยายที่สูงมาก ในการถ่ายภาพแมลง ดอกไม้ หรือสิ่งของเล็กๆ ความชัดลึกอาจมีเพียงเศษเสี้ยวของมิลลิเมตรเท่านั้น focus stacking จึงเป็น สิ่งจำเป็น

    ที่ช่วยให้ภาพมาโครคมชัดทั้งตัววัตถุ (เช่น คมชัดตั้งแต่ดวงตาไปจนถึงปีกของแมลง) สร้างภาพที่เหมือนจริงและมีรายละเอียดสูงจนต้องร้องว้าว

  1. การถ่ายภาพทิวทัศน์ (Landscape Photography) เรามักถ่ายภาพทิวทัศน์ด้วยรูรับแสงแคบ (เช่น f/11 หรือ f/16) เพื่อเพิ่มความชัดลึก แต่หากมีวัตถุใกล้กล้องมากเป็นฉากหน้าเช่น ก้อนหินหรือดอกไม้ การถ่ายภาพแบบปกติมักทำให้วัตถุที่ใกล้ที่สุดนี้ยังคงเบลอเล็กน้อย (แม้ใช้ค่า f สูง) การซ้อนโฟกัสเพียง 2-3 ภาพ (ชัดหน้า, ชัดกลาง, ชัดหลัง) ก็เพียงพอที่จะสร้างภาพทิวทัศน์ที่ “คมชัดสมบูรณ์แบบ”
  1. การถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ ถ่ายเหรียญ ถ่ายพระเครื่อง การถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ เหรียญ พระเครื่อง อัญมณี หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มักต้องแสดงรายละเอียดที่คมชัดทุกส่วนของผลิตภัณฑ์ Focus Stacking จะช่วยให้ได้ภาพที่ทำให้พื้นผิว ตัวอักษร และรายละเอียดทั้งหมดของวัตถุจะอยู่ในโฟกัสที่สมบูรณ์แบบ

Focus stacking เป็นหนึ่งในเทคนิคของการถ่ายภาพเชิงคำนวณ (computational photography) ที่ทำให้ผลลัพธ์ของภาพถ่ายก้าวข้ามข้อจำกัดทางด้านฟิสิกส์ของการถ่ายภาพในเรื่องของความชัดลึกไปได้

อ.ติ่ง