เคยสังเกตไหมว่ากล้องส่วนใหญ่จะมี color space ให้เลือกใช้เป็น sRGB และ AdobeRGB สองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร ทำไมผู้ผลิตกล้องจึงต้องใส่เข้ามาในเมนูของกล้องด้วยนะ
Color space หรือปริภูมิสีเป็นช่วงความกว้างหรือขอบเขตสีของภาพที่เกิด
จากแม่สี เช่นภาพ RGB หรือภาพ CMYK ลองนึกภาพว่าเราไปซื้อแม่สีน้ำมาชุดนึงแล้วผสมกันให้มีสีมากมายหลายหมื่นหลายแสนสี เราก็จะได้สีทั้งหมดที่่หมึกพิมพ์สีน้ำนั้นทำได้ แต่ถ้าเปลี่ยนหมึกเป็นสีน้ำมัน สีโปสเตอร์ ขอบเฃตความกว้างความสดของแต่ชุดสีก็แตกต่างกัน เช่นเดียวกันกับสี RGB ที่เป็นแม่สีของแสงที่เราเห็นจากจอภาพทั้งหลาย จอแต่ละรุ่นแต่ละแบบแม้จะแสดงภาพเดียวกัน ก็มีสีต่างกัน แสดงว่าจอแต่ละจอนั้นมีขอบเชตสีและการแสดงสีแตกต่างกัน
ทีนี้เนื่องจากจอมีเป็นหลายแสนหลายล้านเครื่องในยุค internet กำลังเฟื่องฟู HP และ Microsoft เลยกำหนดให้มี color space มาตรฐานขึ้นมาเรียกว่า sRGB เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สม่ำเสมอของสีบนจอต่างๆ และได้รับการรับรองโดย ICE (International Electrotechnical Commission) ให้เป็นมาตรฐานอย่างเป็นทางการ ผู้ผลิตจอทั้งหลายก็ยึดเอามาตรฐานนี้ไปสร้างจอให้ได้สมบัติตามนี้ ก็ถือว่าเป็นจอที่มีมาฐาน ซึ่งสมบัติสำคัญได้แก่ White Point เป็น D65 และ Gamma 2.2 และกำหนดค่าพิกัดสีของ R, G, B เป็นค่า Y,x,y ไว้ด้วย ซึ่งหากนำค่าพิกัดสีไปเขียนลงบนกราฟ CIE 1931 Chomaticity Diagram จะได้ดังภาพ
เส้นโค้งๆ รูปเกือกม้าคือขอบเขตสีของตามนุษย์ ส่วนสามเหลี่ยมอันเล็กเป็นขอบเขตสีของ sRGB จุดปลายสุดของสามเหลี่ยมจะเป็นตำแหน่งของค่าสี R255 G255 B255 (8 bits) จะเห็นว่าสี sRGB แคบมากไม่สามารถแสดงสีทั้งหมดที่มนุษย์เราเห็นได้ Adobe เลยกำหนดมาตรฐานของ color space ขึ้นมาใหม่ให้ใช้ในอุตสหกรรมการพิมพ์ โดยมีขอบเขตสีกว้างกว่า sRGB ในช่วงสีเขียว (สามเหลี่ยมอันใหญ่) โดยตำแหน่งของค่าสี G255 อยู่สูงกว่า G255 ของ sRGB color space ทั้งนี้ค่า white point และ gamma จะเหมือนกัน
นั่นย่อมแสดงว่า ค่าเขียวสุดของจอ AdobeRGB จะสดกว่า sRGB และทำให้สีอื่นๆ ที่เป็นส่วนผสมของสีเขียวก็จะสดขึ้นเช่นกัน จอภาพยุคใหม่ๆ เริ่มเอามาตรฐานของ AdobeRGB มาใช้ บางแบรนด์สามารถทำขอบเขตสีได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ของ AdobeRGB เลยทีเดียว
ทีนี้ในกล้องทำไมต้องใส่ sRGB กับ AdobeRGB ไว้ด้วย เหตุผลสำคัญที่สุดคือทำให้ภาพจากกล้องแสดงสีได้อย่างถูกต้องนั่นเอง เมื่อถ่ายภาพ กล้องจะฝัง Metadata ที่ระบุว่า “ไฟล์ JPEG นี้ถูกสร้างขึ้นใน Color Space sRGB” หรือ “Adobe RGB” ลงในไฟล์ทันที ทำให้ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์อื่น ๆ ทราบว่าจะต้องแปลความหมายของค่าตัวเลข RGB นั้นอย่างไร หากกล้องไม่มีมาตรฐานใดๆ ฝังมานั่นหมายถึงเราไม่รู้ว่าภาพจากกล้ออ้างอิงถึงสีใด และเมื่อผู้ใช้เอาไฟล์ไปใช้งาน ซอฟต์แวร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็แปลค่า RGB เป็นสีของตนซึ่งแน่นอนว่าสีจะแตกต่างกัน
สมมุติว่าเราเอากล้องไปถ่ายรูปโดยทั้งทุกอย่างเหมือนกันหมดยกเว้น color space ถ้าถ่ายเป็น RAW ไฟล์สองภาพจะเหมือนกัน (โดยประมาณ) แต่ถ้าถ่ายเป็น jpeg แล้ว กล้องจะทำการแปลงข้อมูลสีของวัตถุซึ่งกว้างกว่า sRGB หรือ AdobeRGB มาเป็นตัวเลข สีสดมากๆ ที่อยู่นอกเขตจะถูกบีบอัดมาให้อยู่ในขอบเขต ตัวอย่างเช่นสีเขียวสดจะกลายเป็นพิกัดสีของตัวเลข 255 ใน sRGB แต่อาจจะกลายเป็นตัวเลข 200 ใน AdobeRGB ได้ เพราะขอบเขตสีนั้นกว้างกว่า ดังนั้นหากเราถ่ายรูปเป็น AdobeRGB แล้วเอาไปเปิดด้วยจอที่ตั้งเป็น sRGB สีจะดูซีดจางไม่สดใสเหมือนจอ AdobeRGB สำหรับช่างภาพระดับโปรการถ่ายเป็น RAW แล้วมาตั้ง Colorspace ทีหลังจะเป็น workflow ที่สามารถควบคุมสีได้ดีกว่า เพราะสามารถเแปลงเป็น colorspace อื่นๆ ได้มากมาย ไม่จำกัดเฉพาะที่กล้องมีให้
เมื่อ AdobeRGB เก็บสีมาได้มากกว่าทำไมจึงมีคนใช้น้อย เหตุผลสำคัญคือจอส่วนใหญ่ที่ผลิตมาจำหน่ายยังเป็น sRGB ดังนั้นเพื่อเป็นการมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นภาพที่เราถ่ายสวยงามสีไม่ซีด จึงต้องใช้ sRGB กันต่อไป ส่วนสำหรับคนที่ทำงานเฉพาะในอุตสาหกรรมการพิมพ์การใช้ AdobeRGB ก็เป็นสิ่งที่คนทำงานเฉพาะเขาใช้กัน และแน่นอนที่สุดว่า Colorspace ใหม่ๆ เช่น DCI-P3 ก็จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต






